วันนี้เป็น วันอาสาฬหบูชา วันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งของ พระพุทธศาสนา เป็นวันที่ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรกแก่ 5 ปัญจวัคคีย์ ประกอบด้วย โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ อัสสชิ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี ก่อนปีพุทธศักราช 45 ปี ถือเป็น วันกำเนิดพุทธศาสนาขึ้นในโลกพราหมณ์โกณฑัญญะ เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็น พระอริยบุคคลระดับโสดาบัน จึงขออุปสมบทจาก พระพุทธเจ้า เป็น พระสงฆ์องค์แรก ใน พระพุทธศาสนา บังเกิดเป็น พระรัตนตรัย ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก มีทั้ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบองค์บริบูรณ์สิ่งสำคัญที่ผมจะนำมาเล่าสู่กันฟังใน วันอาสาฬหบูชา วันนี้ก็คือ หลักธรรม ที่ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงแก่ 5 ปัญจวัคคีย์ ในวันนี้เมื่อ 2,606 ปีก่อนคือ พระธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็น พระสูตรแรก ที่ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงขึ้นในโลก มี 3 เรื่องดังนี้1.สิ่งที่ไม่ควรเสพสองอย่าง คือ กามสุขัลลิกานุโยค การปฏิบัติตนย่อหย่อนสบายกายเกินไป และ อัตตกิลมถานุโยค การปฏิบัติตนจนทรมานกายมากเกินไป“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพคือการประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ 1การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ 1”ความหมายคือ พุทธศาสนาไม่สอนให้คนพ้นทุกข์ด้วยการแก้ปัญหานอกกาย คือ หนีความทุกข์ด้วยการแสวงหาความสุข หรือ หาทางพ้นทุกข์ด้วยการทำให้ตนลำบาก แต่ทรงสอนให้แก้ทุกข์ด้วยการ “แก้ที่ในจิตใจของเราเอง” คือ มัชฌิมาปฏิปทา2. มัชฌิมาปฏิทา ทางสายกลาง ที่ พระพุทธเจ้า ทรงแสดง เป็นแนวทางใหม่ในการแก้ทุกข์แก่ชาวโลก คือไม่ปฏิบัติไปในทางสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง โดยให้ปฏิบัติตาม มรรค 8“ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ 8 นี่แหละ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ 1 ความดำริชอบ 1 เจรจาชอบ 1 การงานชอบ 1 เลี้ยงชีวิตชอบ 1 พยายามชอบ 1 ระลึกชอบ 1 ตั้งจิตชอบ 1”3.อริยสัจ 4 เป็นพระธรรมสุดท้ายที่ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ เป็นสิ่งที่ทำให้พระองค์ตรัสรู้ คือ อริยสัจ 4 ประการเพื่อการหลุดพ้นทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ ควรรู้ สมุทัย ควรละ นิโรธ ควรทำให้แจ้ง มรรค ลงมือปฏิบัติ ดังนี้“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิด ก็เป็นทุกข์ ความแก่ ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ ก็เป็นทุกข์ ความตาย ก็เป็นทุกข์ การเจอสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหา อันประกอบด้วย กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา”จากนั้น พระพุทธเจ้า ก็แสดงหนทางแห่งการดับทุกข์และวิธีปฏิบัติในการดับทุกข์ดังนี้“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั้นแลดับโดยไม่เหลือด้วยมรรค คือ หมดราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพันดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 นี่แหละ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ 1 ความดำริชอบ 1 เจรจาชอบ 1 การงานชอบ 1 เลี้ยงชีวิตชอบ 1 พยายามชอบ 1 ระลึกชอบ 1 ตั้งจิตชอบ 1”ถ้าผู้ใดปฏิบัติตาม มรรค 8 ข้อหนึ่งข้อใดได้สำเร็จ ก็ถือว่าพ้นทุกข์ ไปโขแล้ว.“ลม เปลี่ยนทิศ”