“ประยุทธ์” ปรับท่าทีสะท้อน “จูน” ห้องเครื่องลงตัว ปฏิทินย่างเข้าครึ่งปีหลัง สู่ห้วงไตรมาสสามตามเงื่อนเวลาของเทอมรัฐบาล คสช.ที่หดสั้นลงเรื่อยๆขณะที่สถานการณ์ความคืบหน้ากระบวนการโรดแม็ป มาหยุดอยู่กับการพิจารณากฎหมายลูกสำคัญ 2 ฉบับ นั่นคือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกลายเป็นเรื่อง “เหยียบตาปลา” กันเองของทีมแม่น้ำ 5 สายทั้งปม “ไพรมารีโหวต” ที่ “หนุมานเหาะเกินกรุงลงกา” สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขเพิ่มเติม ดัดแปลงร่างเดิมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จนทีมงานของ “ซือแป๋” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังรับไม่ได้ยืนกรานเลยว่า มีปัญหาในทางปฏิบัติแน่นอนหรือประเด็น “เซ็ตซีโร่” คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญให้ยาแรงขนานหนักจนทีม 5 เสือ กกต.กระอัก และก็ไม่ยอมหลบทางถอยง่ายๆต่างฝ่ายต่างยื้อยุดฉุดกระชากลากถู ยึด “หลักความถูกต้อง” ของฝั่งตัวเองย้อนศร ย้อนคอหอย ล่อกันฝุ่นตลบท่ามกลางเสียงโหวกเหวกโวยวายของนักการเมืองที่อ่านไต๋ ชิงดักทาง คสช. จะอาศัยกระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมฯฟันธงกฎหมายลูกที่เป็นปัญหาหนีไม่พ้นต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ มองยังไงก็ไม่ทันโรดแม็ปถือเป็นการ “หน่วงเวลา” เลือกตั้งกันแบบนิ่มๆเนียนๆแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยเงื่อนไขเวลาที่กระชั้นเข้ามาถึงกำหนดเส้นตาย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ส่วนหนึ่งได้ร่อนใบลาออกตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนชุดจาก “นักลากตั้ง” แต่งตัวรอลงสนามเลือกตั้งตามจังหวะเร้า ปี่กลองเชิดฉิ่งโหมโรง ในอารมณ์ของพวกกระสันเลือกตั้ง อยากลงสนามเต็มแก่แต่ในอาการของฝ่ายคุมเกมอย่าง คสช.ที่ถืออำนาจอยู่ในมือ ยังไม่ผลีผลาม ท่องบทเดิม ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการโรดแม็ปที่ประกาศไว้ณ วันนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดและก็เป็นอะไรที่มาได้ตรงจังหวะสถานการณ์พอดีกับผลสำรวจของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่เปิดตัวเลขการแสดงความเห็นของประชาชนล่าสุดส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะมีการตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนรัฐบาล คสช.โดยเป็นประเด็นต่อเนื่องมาจากการที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อ-ไทยจับมือกันตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งรอบหน้าแต่ก็ไม่เชื่อว่า จะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เป็นไปได้จริงๆก่อนอื่นเลยด้วยความเป็นเหตุเป็นผลของโพลที่ออกมาถือว่า มีน้ำหนักไม่ได้เป็นแค่ “โพลเชลียร์”และด้วยเหตุและผลดังกล่าว นั่นก็พอจะอนุมานได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมยอมรับรูปแบบการเมืองที่อาจจะผิดเพี้ยนจากรูปแบบปกติทั่วไปขอแค่ให้ลงล็อกลงตัว เหมาะกับสถานการณ์เมืองไทย ณ ห้วงเวลานี้แน่นอนด้วยตัวเลขโพลนิด้าที่ออกมา มันถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ส่งผลดีกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช.เพราะนั่นเท่าการยอมรับในบทบาทของรัฐบาลทหารยืนยันกระบวนการบริหารด้วยอำนาจพิเศษ ที่ผ่านมาได้รับการยอมรับระดับหนึ่งไม่ขัดข้องถ้าจะกลับมาเป็นรัฐบาล เบิ้ลรอบสองและจุดที่น่าสังเกตก็คือ ท่วงทำนองที่เปลี่ยนไปของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อถูกถามถึงเรื่องโพลประชาชนเชียร์ให้ตั้งพรรคการเมืองสนับสนุน คสช.เจ้าตัวตอบแบบหล่อๆแค่ “สถานการณ์จะเป็นตัวชี้วัดเองว่าเราควรจะทำอย่างไรในอนาคต”จับอาการเริ่ม “แทงกั๊ก” จากแรกๆที่จะปฏิเสธเสียงแข็ง ควันออกหูทันทีที่ถูกถามเรื่องการสืบทอดอำนาจ ยืนยันแค่เข้ามากู้วิกฤติของบ้านเมืองเท่านั้นไม่เคยมีความคิดเล่นการเมืองแต่อย่างใดโดยลีลาที่แปลกไปของผู้นำ คสช. สะท้อนแนวโน้ม “เงื่อนไขเปลี่ยนไปแล้ว”ถึงตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่พูดมัดคอตัวเอง เลี่ยงเดินตามรอย “ตระบัดสัตย์เพื่อชาติ” เหมือนนายทหารรุ่นพี่อย่าง “บิ๊กสุ” พล.อ.สุจินดา ครา-ประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ในยุครัฐบาล รสช.เหมือนเปิดช่อง “เคลียร์ทาง” รอไว้ขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ที่นำทีมงานรัฐบาลเดินสายพบปะพูดคุย สร้างความเข้าใจที่ดีกับผู้บริหารสื่อหลายสำนักปรับฟอร์มจากคนที่ไม่ชอบสุงสิง ไม่เคยเข้าหาสื่อเลยโดยรูปการณ์มันต้องมีเป้าหมายกับการยอมเปลี่ยนท่าทีแบบ 180 องศา“นายกฯลุงตู่” เริ่มเดินล้อตามจังหวะสถานการณ์ยิ่งเป็นอะไรที่ประเมินตามเงื่อนไขในเชิงยุทธศาสตร์ ไล่กันตั้งแต่ภารกิจตาม พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) การเดินหน้าวาระแห่งชาติ “ไทยแลนด์ 4.0” ในการขับเคลื่อนประเทศไทยในทุกมิติการอัดฉีดสารพัดโครงการ มาตรการช่วยเหลือประชาชนภายใต้ยี่ห้อ “ประชารัฐ”ตามรูปการณ์แบบที่นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการ อดีตคนเดือนตุลาฯ วิเคราะห์สิ่งที่รัฐบาล คสช.ดำเนินการว่า เป็นมาสเตอร์แพลนในการชิงมวลชนเป็นกลไกสถาปนาอำนาจของชนชั้นนำประกอบกับความพยายามปรับโหมดการทำงานแบบเข้าถึงชาวบ้าน รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์มีแนวคิดฟื้นกิจกรรมการเดินสายจัดประชุม “ครม.สัญจร” ไปตามต่างจังหวัดก็ยิ่งชัดเจน เป็นยุทธศาสตร์การตีฐานเสียงของนักการเมืองตามท้องเรื่องที่มีการมองไปถึงความเป็นไปได้ในการวางหมากให้ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้งเอง เพื่อความสง่างามและความชอบธรรมกับสถานะของนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดทั้งปวง ว่ากันตามปรากฏการณ์ โพลสะท้อนประชาชนส่วนใหญ่หนุนให้มีพรรคการเมืองสนับสนุนการทำงานของ คสช. ล้อกับบทวิเคราะห์เรื่องการชิงพื้นที่ของชนชั้นนำกับนักการเมืองสอดคล้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ก็เริ่มปรับท่าที ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธการลงสนามการเมือง และการปรับโหมดเข้าหาชาวบ้านของรัฐบาล มีการมองไปถึงการปูทางลงสนามเลือกตั้งประกอบกับเงื่อนไขความจำเป็นในการนำพาประเทศไทยก้าวพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิรูปทุกอย่าง “จูนเครื่อง” กันลงล็อกลงตัวถึงตรงนี้ก็ไม่แปลกถ้าจะฟันธง “นายกฯลุงตู่” คือ “ผู้นำหวยล็อก”ชิงพื้นที่อำนาจของชนชั้นนำคืนจากนักการเมืองเป็นการเดินแต้มของทหาร ไม่ให้ปฏิวัติ “เสียของ” ซ้ำซากแต่กระนั้นก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับการประคองศรัทธาของประชาชนให้ได้ตลอดด้วยโดยเฉพาะปมอันตรายของรัฐบาล คสช.ที่ต้องปิด “จุดตาย” เรื่องของ เพื่อนพ้อง น้องพี่ ไม่ให้ไปแสวงหาผลประโยชน์จนโดนจับได้ไล่ทัน ประชาชนโห่ไล่ก็พังเหมือนกันถึงแม้จะหลีกไม่ได้กับไฟต์บังคับ ต้องสงวน “จุดอ่อน” เพื่อรักษา “จุดแข็ง”“น้องเล็ก” ขาด “พี่ใหญ่” ไม่ได้ เพราะรัฐบาลยวบแน่แต่เมื่อเปลี่ยนตัวบุคคลไม่ได้ ก็คงต้องมีการขอร้องให้เปลี่ยนท่าที ปรับพฤติกรรมกันบ้างเพราะโอกาสบังเอิญเข้าล็อกแบบนี้ มันไม่ได้มาง่ายๆ.“ทีมการเมือง”