ในหนังสือประชุมตัวอย่างพระราชนิพนธ์บทกลอน สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ตอนหนึ่งว่ามาถึงชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้ เห็นจะเนื่องด้วยสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ ทรงเป็นกวีอย่างวิเศษ แลโปรดทรงพระราชนิพนธ์บทกลอนต่างๆ มาทุกรัชกาลวิธีพระราชนิพนธ์หนังสือของ ร.1 และ ร.2 พอสรุปได้ว่า มีสองวิธี1.ทรงพระราชนิพนธ์เองทั้งหมด เช่นกลอนนิราศ เรื่อง รบพม่าท่าดินแดง2.ตัดเรื่องเป็นตอนๆ บอกกวีให้ช่วยกันแต่งถวาย แล้วทรงแก้ไขจนสำเร็จพระบาทสมเด็จฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชนิพนธ์บทละคร 4 เรื่อง รามเกียรติ์เรื่อง 1 อุณรุทเรื่อง 1 ดาหลัง คืออิเหนาใหญ่เรื่อง 1 สามเรื่องนี้ล้วนเป็นหนังสือเรื่องใหญ่ นับรวมได้ถึง 167 เล่มสมุดไทยแลว่า ทรงพระราชนิพนธ์บทละคร เรื่องอิเหนาเล็กอีกเรื่อง 1เรื่องทรงแบ่งให้กวีแต่งเป็นตอนๆนี้ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า ดูจะเป็นความจริง ด้วยหนังสือมากมายนัก ทรงพระราชนิพนธ์เองทั้งหมด เห็นจะไม่ได้บทละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 นั้น ดูจะเอาเนื้อเรื่องเป็นสำคัญ กว่าที่จะเล่นละครแต่ในบทละครพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 2 ทรงเน้นการเล่นละครมากกว่าเรื่องอิเหนารัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์แต่ต้นจนจบ รวม 37 เรื่องเล่มสมุดไทยลักษณะที่ทรงพระราชนิพนธ์ บางเรื่องแบ่งกันเป็นตอน แต่ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งนั้น น้อยตัว มักประชุมกันแต่งกันหน้าพระที่นั่ง ได้ยินมาแต่ 3 คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี และนายภู่ (ซึ่งเรียกว่า สุนทรภู่ เป็นพระสุนทรโวหาร ฝ่ายพระ-บวรราชวัง ในรัชกาลที่ 4)เล่ากันว่า เมื่อทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องใด พระราชทานไปให้เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี คิดวิธีรำบท บางที่บทใดรำขัดข้อง ต้องแก้บทเข้าหาวิธีรำด้วยเหตุนี้ บทละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 จึงเล่นละครได้เรียบร้อยดีตัวอย่างกลอนบทละคร เรื่องรามเกียรติ์ ตอนหนุมานถวายแหวน...หนุมานไปถึงอุทยานกรุงลงกา เป็นเวลาที่นางสีดาผูกคอตาย...ทิ้งตัวลงจากกิ่งต้นไม้...พอดีกวี (ไม่ระบุนาม) แต่งตอนนี้ ตามลีลากลอน...หนุมานเห็นดังนั้น ก็ตกใจ ผาดแผลงสำแดงฤทธา...จะเหาะเข้าไปช่วย...เนื้อหากลอนตอนนี้ ยาว...รัชกาลที่ 2 ทรงทักว่า มัวแต่เล่นท่า นางสีดาจะตายไปเสียก่อนหลายกวี แก้กลอนตอนนี้ ไม่ถูกใจพระทัย จนเมื่อสุนทรภู่ แต่งว่าเมื่อนั้น วายุบุตร แก้ได้ดังใจหมาย...ก็เป็นที่พอพระทัยสุนทรภู่เป็นกวีหน้าพระที่นั่ง รุ่งเรืองในรัชกาลที่ 2 ตกต่ำในรัชกาลที่ 3 แต่ก็สร้างขนบกลอน 8 มาตรฐาน เรียกกันว่ากลอนตลาด นิยมกันต่อมาถึงวันนี้คนสมัยก่อนกว่าเรียกตัวเอง นักเลงกลอนนั้น เข้าใจพื้นฐานฉันทลักษณ์ คือจังหวะสัมผัส แล้วยังรู้ขนบนิยม เสียงวรรณยุกต์ท้ายคำกลอน ทุกบาทกลอนแต่ละบาทเรียก สดับ รับ รอง และส่ง รวมสี่บาทเป็นหนึ่งบท เมื่อส่งให้บทต่อไป ก็ต้องรับ...ผูกโยงกันไป ตั้งแต่ต้นจนจบ ใครแต่งกลอน ส่งแล้วไม่รับ...จะถูกเรียกว่า “กลอนประตู”ผู้คนสมัยใหม่ เขียนกลอนไม่ค่อยเป็น น้องๆสุนทรภู่ ไม่ค่อยมี มีแต่สุนทรพวง ข้อดีคนชอบกลอน เป็นคนมี “ฝัน” ถือว่าเป็นคนใจดี เป็นผู้นำก็ไม่น่าจะโกงบ้านกินเมือง.กิเลน ประลองเชิง