หลายฝ่ายอาจจะแปลกใจ จู่ๆ นายกรัฐมนตรีก็สั่งห้าม ไม่ให้นำผู้ต้องหาออกมาสัมภาษณ์สื่อมวลชน และ ผบ.ตร. ก็ตอบสนองทันควัน ด้วยการออกคำสั่งห้ามด่วน ทั้งๆที่เป็นประเพณีของตำรวจที่ปฏิบัติกันมานาน นอกจากจะมีตำรวจน้อยใหญ่นับสิบนับร้อย ขอโหนกระแสด้วยการลงชื่อเป็นผู้ร่วมจับกุมผู้ต้องหาคดีดังๆแล้ว ยังให้บางราย ให้สัมภาษณ์เพื่อโชว์ผลงานนายกรัฐมนตรีอาจจะเกิดความคิดเรื่องนี้ หลังจากที่นายวัฒนา ภุมเรศ ผู้ต้องหาคนดังในคดีลอบวางระเบิด กทม. ได้ให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับมูลเหตุจูงใจในการลอบวางระเบิด ในทำนองว่าไม่ชอบรัฐบาลทหาร จึงทำให้เป็นเชิงสัญลักษณ์ เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร และเมื่อเดินทางไปขอนแก่น นายกฯก็ขอร้องชาวขอนแก่นอย่าเกลียดทหารการลอบวางระเบิด กทม. และการให้สัมภาษณ์ของผู้ต้องหา เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาล คสช.เตรียมการขั้นสุดท้าย จะประกาศสัญญาประชาคม เพื่อสร้างความสามัคคีในชาติ และดูเหมือนว่ารัฐบาล คสช.จะเชื่อว่า ความขัดแย้งทั้งในอดีตและปัจจุบัน เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างเสื้อสี รัฐบาล คสช.อาสาเป็นกรรมการกลาง เพื่อสร้างความสามัคคีแต่คำให้สัมภาษณ์ของผู้ต้องหามือระเบิด แสดงว่ามีคนหรือกลุ่มคนที่มองว่า คสช.เป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ใช่กรรมการกลางที่สร้างความปรองดอง สอดคล้องกับปาฐกถาของ ศ.ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่วิเคราะห์ว่าวิกฤติการเมือง 2556–2557 ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างมวลชนเสื้อสีต่างกันเท่านั้น แต่กินลึกไปถึงความขัดแย้งระหว่างชนชั้นภาครัฐกับชนชั้นนำใหม่อาจอธิบายเพิ่มเติมได้ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้นำกองทัพ ผู้กุมกลไกรัฐราชการ กับชนชั้นนำใหม่ที่เข้าสู่อำนาจด้วยการเลือกตั้ง เป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายอำนาจนิยมกับฝ่ายนิยมประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ เช่นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 9 ตุลาคม 2519, พฤษภาทมิฬ 2535 และวิกฤติ 2553นักวิชาการหลายคนมองว่า การต่อสู้ทางการเมืองในขณะนี้ เป็นการต่อสู้ระหว่างคู่ขัดแย้งเดิมๆ มีการทวงคืนอำนาจรัฐราชการ ลดอำนาจและบทบาทของนักการเมือง เลือกตั้งให้เป็นแค่หางเครื่อง นักรัฐศาสตร์ชื่อดังคนหนึ่งเรียกร้องต่อสองพรรคใหญ่ให้จับมือกันในการลงมติในรัฐสภา โดยไม่เลือก “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรีต้องติดตามดูกันต่อไป รัฐบาล คสช. ผู้นำในการสร้างสามัคคีปรองดอง และกำลังเตรียมประกาศ “สัญญาประชาคม” จะยอมรับว่า คสช.ก็เป็นคู่ขัดแย้งด้วยหรือไม่ หากไม่ยอมรับย่อมเป็นการยากที่จะสร้างความปรองดอง เพราะมองข้ามคู่ขัดแย้งทางการเมืองที่สำคัญของประเทศ เป็นการแก้ปัญหาด้วยการซุกปัญหา ต้องยอมรับว่าการเมืองมีความขัดแย้งเป็นธรรมดา.