ไม่ว่าจะเรียกโครงการ 30 บาท หรือเรียกโครงการบัตรทอง ความจริงตรงหน้าก็คือ ภาพคนไข้ไหลบ่าไปรอหมอ...ครึ่งค่อนวัน เพื่อให้หมอรักษาไม่กี่นาทีเรื่องที่คุณหมอแยกวงทะเลาะกัน...หมอในกระบวนการ สปสช.และแนวร่วมภาคประชาชนบ่นว่า งบประมาณรายหัวคนไข้ 3 พันบาทต่อปีนั้น เทียบกับงบของราชการหัวละ 1.2 หมื่นต่อปี...น้อยนักการบริหารจัดการแบบจำกัดจำเขี่ย...ที่ทำกันมา 15 ปี...ทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดได้แค่นี้ขณะกระบวนหมอที่เห็นต่าง...บอกว่าจะต้องปรับเปลี่ยน แก้ไข การบริหารจัดการในโรงพยาบาลอีกหลายข้อ ถึงขั้นต้องแก้กฎหมายผมฟังห่างๆดูหน้าตาเนื้อตัวแต่ละหมอที่แยกข้าง ก็หมอเก่งๆหมอดีๆที่ผมรักนับถือ แต่เหตุไฉน...จึงมีเรื่องทะเลาะเหมือนเอาเป็นเอาตายเล่า ก็ทั้งๆที่เจตนาจะดูแลรักษาคนไข้ให้ดีที่สุดเหมือนกันเมื่อได้ยิน หมอพลเดช ปิ่นประทีป...งานนี้หมอถูกวางตัวให้เป็นคนกลาง...ฟังความสองข้าง...หมอลำดับเรื่องว่า ข้อเห็นต่าง 1-10 นั้น หวังดีกับคนไข้...แต่ข้อ 10 ขึ้นไปเป็นเรื่องของอำนาจ ทั้งอำนาจในการบริหารจัดการ และอำนาจในองค์กรคณะกรรมการ...ประเด็นที่ยอมกันไม่ได้...ก็ดูจะเป็นเรื่องอำนาจจะอยู่กับใครคนเป็นหมอเป็นคนเก่งทุกคน เวลาเข้าประชุมกับคนอาชีพอื่น แง่คิดหมอคมลึกต้องฟัง แต่เวลาหมอประชุมกันเอง คมกับคมมาเจอกัน...กว่าจะจบแต่ละเรื่องได้ คนฟังเหนื่อยเต็มทีคิดในแง่ดีโครงการที่ดีแสนดี เป็นประโยชน์แก่ประชาชน จะดียิ่งขึ้น เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นระหว่างที่คิดไม่ออก สิ่งที่ดีกว่าน่าจะเป็นอะไร ผมพอจะตอบโจทย์นี้ได้ เมื่ออ่านชวนม่วนชื่น 2 เรื่องที่ 34พระอาจารย์พรหมเล่าว่า ท่านจำพรรษาที่วัดในเมืองเพิร์ธ ตั้งแต่ปี 2526 หนุ่มสาวชาวพุทธยกท่านเป็นหลวงปู่ มีเรื่องลับคับอก บอกใครไม่ได้ก็มาปรึกษาหมอฝึกหัดคนหนึ่ง มาปรับทุกข์ทำใจไม่ได้ เมื่อต้องบอกข่าวตายของคนไข้ให้กับคนในครอบครัว บางรายที่คนไข้ตาย หมอคิดว่าหมอล้มเหลว...คุยกับหมอหลายครั้ง พระอาจารย์พรหมได้ความคิดใหม่ บอกว่า ถ้าหมอจะต้องเสียใจ ทุกครั้งที่รักษาแล้วมีคนไข้ตาย...หมอก็จะเป็นทุกข์ซ้ำซากไม่สิ้นสุดแต่ถ้าหมอไม่จำกัดอยู่แค่การรักษา แต่หมอดูแลเอาใจใส่คนไข้...เต็มที่ คำแนะนำ ติดตามอาการ...กับคนไข้ทุกราย หมอจะไม่เสียใจเลยแม้เมื่อคนไข้ตาย...หมอก็จะภูมิใจ ที่ได้ดูแลรักษาเต็มที่ คนไข้ตายไปอย่างมีความสุขนี่คือโบนัสยอดเยี่ยมที่หมอได้พระอาจารย์พรหมบอกว่า การรักษาทางแพทย์หลายอย่าง จากหมอผู้ชำนาญการ สร้างความเจ็บปวดและเหนื่อยล้าให้กับคนไข้อย่างน่าตกใจความจริงทั้งหมอและคนไข้ต่างก็รู้ดี ความตายหลีกเลี่ยงไม่ได้หากคำจำกัดความ หน้าที่ของหมอคือการดูแลเอาใจใส่คนไข้...ไม่ใช่การรักษาส่วนเดียว...คุณหมอๆทั้งหลาย...ค่อยๆคิดแล้วทำความเข้าใจตรงกันโจทย์ใหญ่ตรงหน้าของหมอวันนี้ก็คือ ทำอย่างไรจะดูแลเอาใจใส่คนไข้...ไม่ปล่อยให้คนไข้ต้องใช้เวลาทั้งวัน รอหมอรักษาไม่กี่นาที...แล้วกลับไปบ้านอย่างอ่อนระโหยโรยแรงและความเหนื่อยล้าโรยแรงนั้น หมอก็รู้ดีว่าอาจจะซ้ำเติมให้อาการป่วยไข้เพิ่มขึ้นเรื่องของจำนวนหมอน้อย คนไข้มาก พูดกันมานาน...แต่ถ้าคนเก่งๆอย่างหมอระดมปัญญา ในไม่ช้าก็น่าจะหาหนทาง คลี่คลายได้เอง.กิเลน ประลองเชิง