ดวงเมืองไทยในปี 2569 “ยังคงเป็นปีที่ต้องเผชิญความตึงเครียด” ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศ และสถานการณ์บนเวทีโลก ซึ่งมีแนวโน้มเกิดการแข่งขันทางอำนาจที่ดุเดือด ส่งผลให้จำเป็นต้องประคองสถานการณ์ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดกว่าปกติเพราะถ้าวิเคราะห์ดูการพยากรณ์ดวงเมืองผ่าน “ดวงดาว” จะปรากฏพบประเทศไทยกำลังต้องเจอแรงกดจาก “สองขั้วมหาอำนาจ” ที่กำลังแสดงพลังขยายตัวที่ก้าวร้าวสะท้อนถึงการเมืองโลกกำลังแบ่งออกเป็นหลายขั้วซึ่งก่อให้เกิดการแข่งขันทางอำนาจรุนแรงจนประเทศไทยจะต้องถูกบีบให้ต้องเลือกข้างนี้ ดร.ภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ วิเคราะห์ดวงเมืองไทยว่า ถ้าอธิบายผ่านดวงดาวคงต้องเริ่มจากดาวพฤหัสบดี ในทางโหราศาสตร์เป็นประธานฝ่ายศุภเคราะห์ “เป็นดาวดี” โดยปีนี้จะมีการโคจรอยู่ 3 ช่วง คือช่วงแรกตั้งแต่ต้นปี 2569-วันที่ 31 พ.ค. “ดาวพฤหัสบดีจะโคจรอยู่ราศีมิถุน” เป็นภพที่ 3 ของดวงเมือง หรือภพสหัชชะ หมายถึงการคมนาคมภายในประเทศ การติดต่อสื่อสาร และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการคมนาคมในประเทศ และในภูมิภาค มีการขยายขอบเขตออกไปกว้างไกลทั้งทางบก น้ำ อากาศแม้แต่ความขัดแย้งระหว่างประเทศก็จะคลี่คลายราบรื่นเพียงแต่บางช่วงดาวพฤหัสบดีจะรับกระแสร้ายจากดาวเสาร์และพระราหู ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การติดต่อสื่อสาร การเดินทางเกิดปัญหาสะดุดดังนั้นในช่วง “ดาวพฤหัสบดีโคจรอยู่ในราศีมิถุน” จำเป็นต้องรู้เท่าทันสถานการณ์ และปรับตัว ประยุกต์ หรือกำหนดนโยบายระหว่างประเทศทั้งประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศมหาอำนาจ เพื่อให้รักษาสมดุลให้ดีด้วยบางช่วงปรากฏพบว่า “พระราหูโคจรอยู่ราศีมังกรเล็งกับดาวพระพฤหัสบดีที่อยู่ราศีกรกฎ” เป็นมุมของการเผชิญหน้า หรือต่อรอง ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องกำหนด “วิเทโศบายอย่างรอบคอบ” เพื่อรักษาดุลอำนาจระหว่างดาวพระพฤหัสบดี และพระราหู ภายใต้ภพสำคัญคือภพที่ 4 (ราศีกรกฎ) และภพที่ 10 (ราศีมังกร)ถ้าแปลความหมายเชิงดวงเมือง “ไทยต้องรักษาดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ดี” เพราะดาวพฤหัสบดีเป็นตัวแทนขั้วตะวันตก ขณะที่พระราหูเป็นตัวแทนขั้วตะวันออก จึงต้องถ่วงดุลอำนาจระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเหมาะสม หากรักษาดุลไม่ได้ “ต้องเลือกข้าง” ที่อาจเกิดปัญหาใหญ่ต่อประเทศเพราะทั้ง 2 ขั้วต่างมีพลังสูงในปีนี้สังเกตจาก “ดาวพฤหัสบดี” อยู่ราศีกรกฎตำแหน่งมหาอุจสื่อถึงอำนาจสูงส่ง “พระราหู” อยู่ตำแหน่งมหาจักรแสดงถึงพลังขยายตัวรุนแรง “พลัง 2 ขั้ว” สะท้อนถึงความเสมอกันของอำนาจทั้งตะวันออก และตะวันตกถัดมาช่วงที่สอง...“ดาวพฤหัสบดีจะโคจรอยู่ในราศีกรกฎ” ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.-20 ต.ค. ซึ่งเป็นภพที่ 4 ของดวงเมืองหรือที่โหราศาสตร์เรียกว่า “ภพพันธุ” ในช่วงนี้หากดาวพฤหัสบดีทำมุมโยคเกณฑ์ร้ายกับดาวบาปเคราะห์อาจก่อให้เกิดอุบัติภัย ภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดิน เช่น แผ่นดินทรุด หรือแผ่นดินถล่มอย่างไรก็ตาม “ดาวพฤหัสบดียังคงเป็นดาวศุภเคราะห์ให้คุณประโยชน์” แล้วการที่ดาวพฤหัสบดีโคจรอยู่ในราศีกรกฎ “ถือว่าได้มาตรฐานมหาอุจ และยังได้ปทุมเกณฑ์” ซึ่งเป็นเกณฑ์ของดอกบัวส่งกลิ่นหอมให้คุณด้านการพัฒนาที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ผลผลิตทางการเกษตร และอำนวยผลประโยชน์ต่อประชาชนทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คล่องตัว “เกิดความเจริญก้าวหน้า” ทั้งช่วยคลี่คลายปัญหาครอบครัวตามความหมายของภพพันธุ “จะเบาบางลง” ก่อเกิดความสามัคคีในวงศ์ญาติ และความแตกแยกในสังคมลดน้อยลงขณะเดียวกัน “พืชผลทางการเกษตรจะให้ผลประโยชน์งอกเงย” แต่ต้องระวังชาวต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ด้านที่ดินและหลักทรัพย์ “ผ่านการใช้นอมินีหรือตัวแทน” ซึ่งมีแนวโน้มถูกเปิดเผยชัดเจนมากขึ้นช่วงสุดท้ายคือ “ดาวพฤหัสบดีจะโคจรอยู่ในราศีสิงห์” ตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.-31 ธ.ค.อยู่ในภพที่ 5 หรือภพปุตตะ หมายถึงความรื่นเริง บันเทิงใจ ด้วยก่อนหน้านั้นไทยอยู่ในช่วงไว้อาลัยจนกิจกรรมมหรสพ และความบันเทิงถูกจำกัด ดังนั้นตั้งแต่ปลาย ต.ค.2569 บรรยากาศด้านความรื่นเริง และกิจกรรมบันเทิงจะเริ่มกลับมามากขึ้นแต่อย่างไรก็ตาม “ต้องระวังอิทธิพลของดาวพระเสาร์และพระราหู” อาจส่งผลด้านลบในบางเรื่องเพราะพระราหูเป็นบาปเคราะห์ตัวแทนของความยุ่งยาก และดาวเสาร์อันเกี่ยวกับงานรัฐบาล การบริหารราชการทว่าหากมาวิเคราะห์ในปี 2569 พระราหูจะโคจรอยู่ 2 ช่วง คือ ช่วงแรก...“ราหูโคจรมาอยู่ราศีกุมภ์” ตั้งแต่ปีใหม่จนถึง 22 พ.ย.ซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรแสดงถึงความมั่นคง และการครอบครอง เมื่อตำแหน่งพระราหูอยู่ในราศีนี้ก็จะส่งผลให้เรื่องการเมือง การเลือกตั้ง และอบายมุขเฟื่องฟู เพราะราหูเป็นเจ้าของโมหะ และอบายมุขอีกทั้งพระราหูยังได้รับแรงสนับสนุนจาก “ดาวคู่มิตรคือเสาร์” ลักษณะกุมกันในราศีกุมภ์สะท้อนถึงความร่วมมือ หรือการเกื้อหนุนกัน และการฮั้วกันบางเรื่อง โดยเฉพาะการแสวงหาผลประโยชน์ในการครอบครองรัฐสภา อำนาจการออกกฎหมาย สภาการเมือง สภาท้องถิ่น และการกำหนดนโยบายของชาติเมื่อพระราหูอยู่ตำแหน่งนี้กิจการของรัฐสภาจะก้าวหน้า และการบัญญัติกฎหมายก็ราบรื่น “แต่บางช่วงพระราหูสัมพันธ์ร้ายดาวอื่น” จะเกิดความผันแปร ความยุ่งยากในการบัญญัติกฎหมาย หรือปฏิรูปกฎหมายจนไม่สำเร็จ หรือถูกวิจารณ์จากเสียงในสภา ขณะที่ การเลือกตั้งซ่อมอาจไร้ผล พรรครัฐบาลจะเผชิญปัญหาคะแนนเสียงแล้วมีช่วงหนึ่ง “พระราหูโคจรอยู่ในราศีมังกร” ตั้งแต่ 22 พ.ย. จนสิ้นปีซึ่งเป็นภพที่ 10ของดวงเมือง การบริหารราชการแผ่นดินและ ครม.จะเกิดความยุ่งยาก “รัฐบาลขาดความนิยมและความเชื่อถือ” มีการปรับ ครม. หรือเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการครั้งสำคัญและการเลือกตั้งหรือเลือกตั้งซ่อมจะไร้ผล เผชิญปัญหาเรื่องคะแนนเสียงถ้าดูการเมืองปีนี้ “พระราหูอยู่ราศีมังกรเล็งดาวพฤหัสบดีในราศีกรกฎ” โดยกรกฎภพที่ 4 ตัวแทนฝ่ายค้านและประชาชนเห็นต่าง และราศีมังกรเป็นภพที่ 10 ตัวแทนการบริหารราชการ และ ครม.ทั้ง 2 ภพอยู่ตรงข้ามกันดังนั้นเมื่อพระราหูจรอยู่ในภพ 10 “รัฐบาลเล็งกับฝ่ายค้าน” จึงสะท้อนถึงการเผชิญหน้ากันทางการเมืองทำให้การแข่งขันในสภารุนแรง เหตุนี้เมื่อ 2 ภพอยู่ตรงข้ามกัน “พระราหูจรอยู่ในภพรัฐบาลเล็งกับดาวพฤหัสบดีในภพฝ่ายค้าน” ลักษณะนี้อาจต้องมีการเผชิญหน้าทางการเมืองอย่างเข้มข้นฉะนั้นการเมืองปีนี้ “ดุเดือดจากการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน” ทั้งในและนอกสภา เสถียรภาพรัฐบาลถูกท้าทาย ทำให้บรรยากาศการเมืองตึงเครียดและต้องจับตาเป็นพิเศษต่อไป.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม