ในการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ ระหว่างวันที่ 3 เมษายนถึง 15 พฤษภาคมนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คาดว่า จะมีผู้มาลงทะเบียนเพิ่มขึ้นจากรอบแรกกว่า 8 ล้านคน เป็น 14-15 ล้านคน ไม่ได้หมายความว่ามี “คนจน” เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากคราวก่อน ประชาชนไม่ทราบว่าลงทะเบียนแล้วจะได้อะไรคุณสมบัติของผู้มีรายได้ต่ำที่จะลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการจากรัฐ ได้แก่ ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท ในปี 2559 มีทรัพย์สินทางการเงิน เช่น เงินฝากธนาคารไม่เกินแสนบาท มีที่อยู่อาศัยและที่ดินใช้ทำเกษตรกรรม ไม่เกิน 10 ไร่ เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ที่มีสิทธิลงทะเบียนไม่ใช่ “คนจน” ทั้งหมด แต่รวมถึงผู้ที่มีรายได้สูงกว่าเส้นความจนด้วยข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า เมื่อปี 2557 มีคนไทยที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนคือประมาณ 2,500 บาทต่อเดือน 8.4 ล้านคน และมีรายได้สูงกว่าเส้นแบ่งไม่มาก อีก 7.2 ล้านคน กลุ่มหลังไม่ใช่คนจน แต่ “เกือบจน” รวมทั้งสองกลุ่มเป็น 15.6 ล้านคนผู้ที่ลงทะเบียนคนจนรอบแรก กลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐคนละ 3 พันบาท กลุ่มผู้มีรายได้เกิน 3 หมื่นบาทแต่ไม่ถึงแสนบาท รับไป 1.5 พันบาท ส่วนรอบที่สองนี้ รัฐอาจแจกชิปการ์ดเพื่อนำไปใช้ ในการโดยสารรถเมล์ รถไฟ หรือเป็นบัตรลดหย่อนค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า หรือค่าเช่าบ้าน ให้ตรงกับความต้องการความยากจนเป็นโรคเรื้อรังของสังคมไทย พูดกันติดปากว่า “รวยกระจุกจนกระจาย” เมื่อหลายทศวรรษก่อน ประเทศไทยเคยมีคนจนกว่า 20 ล้านคน หรือเกือบจะครึ่งประเทศ แต่ลดลงตามลำดับ แต่น่าแปลกใจที่เมื่อปี 2535/36 มีคนจนประมาณ 8 ล้านกว่าคน ถึงปี 2557 ก็ยังมีอยู่ 8.4 ล้านคน กลายเป็นตัวเลขอาถรรพ์มานานหลายทศวรรษดูเหมือนว่ารัฐบาล คสช.จะไม่เคยสัญญาอย่างหนักแน่นจะขจัดความยากจนให้สิ้นไป แต่รัฐบาลสัญญาจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจนเกี่ยวโยงไปถึงความเหลื่อมล้ำ เมื่อเร็วๆนี้ ธนาคารสวิสรายงานว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและอินเดีย ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเช่นเดียวกับการแก้ปัญหาความยากจน รัฐบาล คสช.ก็ทำแบบเดียวกับรัฐบาลเลือกตั้งบางคณะ ที่ใช้นโยบายประชานิยม ลด แลก แจก แถม โอนเงินให้ผู้มีรายได้น้อยเป็นระยะๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจน ทำให้ประเทศและประชาชนมั่งคั่งยั่งยืน เหมือนกับคำขวัญในการบริหารประเทศของรัฐบาล.