ดัชนีการเมืองลดอุณหภูมิ จากที่เคยพุ่งจนปรอทแทบแตกก็เบาลงไปเรื่อยๆ หลังจากที่ประธาน กกต.ออกมาแถลงมติเรื่องฮั้ว สว. คงไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม แต่โดยรวมแล้วทำให้การเมืองไปสู้กลับด้วยข้อกฎหมายไม่ใช่ลงถนนอย่างที่มีการเตรียมการกันเอาไว้ก็ต้องยอมรับว่าประธาน กกต.คนนี้ไม่ธรรมดาสามารถอธิบายเหตุผลต่างๆถึงสาเหตุที่ผลออกมาอย่างนี้โดยไม่มีชื่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและกรรมการบริหารพรรคพรรคการเมืองแม้จะส่งชื่อไป 77 คน โดยมี สว.เพียง 26 คนซึ่งมีบางส่วนมีชื่อนักการเมืองแต่ไม่ใช่ระดับบริหารอยู่บ้างก็ตามอย่างหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ก็คือการที่ กกต.ได้วางแผนทุกอย่างค่อนข้างรัดกุมที่สำคัญคือประธาน กกต.ได้แสดงตัวตนทำให้เกิดความน่าเชื่อถือทำให้เรื่องหนักกลายเป็นเรื่องเบาไปทันทีตามขั้นตอนจากนี้ 77 คน ที่ กกต.ทำคำร้องส่งศาลนั้นจะต้องจัดทำคำวินิจฉัยกลางให้ศาลด้วยอยู่ที่ศาลจะรับหรือไม่หากศาลรับ 26 สว.ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีจากนั้นก็รอการพิจารณาของศาลซึ่งคงใช้เวลาไม่มากนัก หากผลออกมาผิดก็รอดตัวไป หากผิดก็ต้องรอดูว่าศาลจะสั่งอย่างไรโทษคงหนักไม่น้อยเนื่องจากเป็นการกระทำผิดที่ร้ายแรงแต่วันนี้พวกเขาอยู่ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้นยังไม่ใช่ผู้กระทำผิดรัฐบาลก็คงแฮปปี้โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและบรรดารัฐมนตรีที่รอดพ้นบ่วงนี้ไปได้มีก็แต่พรรคฝ่ายค้านและบรรดานักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ไม่ค่อยจะพอใจนักกับมติของ กกต.ที่เห็นว่า “อุ้ม” พรรคภูมิใจไทยก็คงจะต้องใช้ช่องทางเพื่อเอาผิดทางกฎหมายซึ่งมีหลายประเด็นและหลายช่อง ก็ไปสู้กันในรูปแบบ“นิติสงคราม”ซึ่งต้องใช้เวลาและมิอาจคาดเดาได้ว่าผลจะออกมาอย่างไรอีกทางหนึ่งก็คือต่อสู้กันในสภาด้วยการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจคาดว่าอีกไม่นานนี้ เพียงแต่ว่าด้วยเสียงสนับสนุนที่น้อยกว่าคงทำอะไรไม่ได้มากนักนอกจากการเปิดโปงถึงพฤติกรรมของขบวนการฮั้ว สว.ที่มีนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเป็นตัวการสำคัญเพียงแต่ว่าจะฝ่าด่านประธานสภาไปได้หรือไม่เพราะประเด็น สว.นั้นไม่เกี่ยวกับรัฐบาลแต่เป็นเรื่องของ กกต.ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ อาจไม่ได้บรรจุในญัตติคงจะได้สู้กันอีกหลายยกแต่เกมนี้ต้องยอมรับว่ารัฐบาลถือไพ่เหนือกว่าเป็นต่ออยู่หลายขุมที่สำคัญทำให้แรงกดดันเบาลงไปมากทีเดียวสามารถทำให้เกมนอกสภาต้องหยุดลงโดยปริยายทำให้พรรคประชาชนที่มั่นใจสูงต้องแห้วไปอีกครั้ง!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม