“กฎหมาย–ปรองดอง”...คนละเรื่องเดียวกันวันนี้การเมืองกำลังเดินมาถึงจุดที่น่าจะเรียกว่าวังวนเดิมๆ อีกครั้ง นับแต่เรื่องการสร้างความปรองดอง การเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป วัดพระธรรมกาย ตลอดจนโยงไปถึงการตรวจพบอาวุธสงครามเหล่านี้ล้วนเป็นสถานการณ์ที่ต่อสู้กันระหว่าง 2 ฝ่ายอย่างชัดเจนและมีผลต่อความเป็นไปและสถานภาพของแต่ละฝ่ายนั่นแสดงว่ายังมีคลื่นใต้น้ำที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นกันเต็มตาว่าไปแล้วน่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่จะมีผลต่อการสร้างความปรองดองด้วยการสร้างเงื่อนไขเพื่อสร้างแต้มต่อเพื่อกุมสภาพความเหนือกว่าไม่รู้ว่า คสช.หยิบจับขึ้นมาด้วยความจงใจ หรือเพราะเหตุการณ์พาไป ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลต่อการสร้างความปรองดองอย่างแยกไม่ออกหากพูดถึงกระบวนการสร้างความปรองดองนั้นแม้หลายฝ่ายจะมองว่ายากที่จะสำเร็จ แต่ด้วยกรรมวิธีในการดำเนินการจนได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะจากฝ่ายการเมืองที่ยินดีเข้าร่วมด้วยหากมองในแง่ดีความเป็นไปได้น่าจะเป็นบวกมากกว่าแต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าจากการรับฟังความเห็นจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่ถ่ายทอดออกมานั้นมีความต่างกันไม่มากนักเพราะต่างก็เสนอความเห็นในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยมากกว่าที่จะเสนอความเห็นสุดโต่งจนทำให้รู้สึกว่าไม่สามารถประนีประนอมกันได้จึงขึ้นอยู่กับว่าเมื่อถึงกรอบสุดท้ายผลจะออกมาเป็นอย่างไรทว่าก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นกลับมีตัวแปรทางการเมืองออกมาคั่นจังหวะอันมีผลต่อการสร้างความปรองดองโดยตรงกรณีวัดพระธรรมกายที่แม้ว่ายังไม่ถึงที่สุดแต่ฝ่ายบ้านเมืองยังกุมความได้เปรียบเอาไว้ทำให้ความเคลื่อนไหวสงบลงชั่วคราวแต่การตรวจพบอาวุธสงครามจำนวนมากจากกลุ่มคนเสื้อแดงก็เป็นเครื่องบ่งบอกเช่นกันว่ายังมีคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะสร้างความรุนแรงได้ทุกเมื่อหรือจะพูดว่าเป็นการเตรียมความพร้อมตลอดเวลาหากมีเงื่อนไขสุกงอมทางการเมืองทั้ง 2 ประเด็นนี้สามารถนำมาผนวกเป็นเรื่องเดียวกัน หมายความว่าผู้สนับสนุนวัดพระธรรมกายไม่ว่าจะเป็นพระ สานุศิษย์ นักการเมืองหรือบรรดานักธุรกิจที่สนับสนุนวัดนี้ก็พร้อมที่จะเข้ามาผสมโรงได้ทันทีเช่นเดียวกันอาวุธสงครามจำนวนมากก็พร้อมที่จะนำมาใช้ได้ทันทีที่จะเป็นตัวแปรสำคัญก็คือเรื่องหุ้นชินคอร์ปนี่แหละ...เพราะมันมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อความชอบธรรม เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายคสช.นั้นก็ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก เพราะเมื่อทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุดมิฉะนั้นจะถูกข้อหาละเว้นและเสียเครดิตได้เช่นกันพรรคเพื่อไทย เครือญาติก็ต้องร้องขอความเป็นธรรม เพราะเห็นว่าเรื่องนี้จบไปแล้วตั้งแต่ปี 2555แต่ที่นำเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองพร้อมกันนั้นก็พยายามหาปม ซึ่งมุ่งไปที่คนใหญ่คนโตของ คสช.อย่างเช่นการตั้งประเด็นว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เสียภาษีถูกต้องหรือเปล่ากลายเป็นงูพันหางเพื่อสาวไส้ซึ่งกันและกัน อยู่ที่ว่าข้อมูลข้อ กฎหมายของฝ่ายใดจะเจ๋งกว่ากันเพื่อสร้างความชอบธรรมของแต่ละฝ่ายเป็นสงครามนอกแบบที่ไม่ต้องพูดถึงความปรองดองหรือการเลือกตั้ง.“สายล่อฟ้า”