ข่าวดีๆก็พอมีให้ชื่นใจ ตามที่เว็บไซต์บลูมเบิร์กได้จัดอันดับให้เมืองไทย “ครองแชมป์” ประเทศที่ “มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก” จาก 74 ประเทศทั่วโลกหรือในมุมกลับกันคือมีความสุขมากที่สุดในโลกวัดจากตัวเลขการว่างงานและภาวะเงินเฟ้ออยู่ในจุดที่เบาบางแน่นอนโดยการสำรวจของสำนักข่าวระดับโลก มันคือของจริง ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หรือล็อบบี้กันได้ก็ต้องยกความดีความชอบให้ “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่ใช้อำนาจพิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพในเชิงบวกและต้องให้เครดิตนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ทำงานอย่างหนักในการประคับประคองภาวะเศรษฐกิจของไทยในภาวะที่ต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงทั้งนอกและในประเทศผลออกมาเป็นรูปธรรม ตามสถิติ “ว่างงาน” และ “เงินเฟ้อ”ทั้งๆที่อยู่ภายใต้ภาวะอำนาจพิเศษ โดนแซงก์ชั่นจากนานาชาติ บีบกันหน้าดำหน้าเขียวเรื่องของเรื่องมาถึงจุดนี้ก็พอใจชื้นขึ้นระดับหนึ่ง ไม่ว่าเศรษฐกิจ การเมืองโลกจะปั่นป่วนยังไง สถานการณ์ในประเทศไทยจะยังไม่ฟื้นจากวิกฤติแตกแยกลากยาวมาหลายปีแต่พื้นฐานเศรษฐกิจของเรายังแกร่ง พอยืนบนลำแข้งตัวเองได้ไม่ต้องตื่นตกใจกับข่าวที่ “นายกฯลุงตู่” ขอให้คนไทย เสียสละ รัฐบาลจะขอขึ้น “แวต” หรือภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 1 เพื่อจะจัดเก็บรายได้ในการบริหารประเทศอีกแสนล้านบาทรัฐบาล “ถังแตก” ต้องหาเงินปะ “ตูดขาด”ตามอาการแบบที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาบอกปัดเป็นพัลวัน แก้ข่าวกันแทบไม่ทัน มันก็ทั้งข่าวร้าย ข่าวดี สลับกันไปแต่ที่เจอข่าวร้ายมาตลอด ไม่มีข่าวด้านดี สถานการณ์วัดพระธรรมกายที่ตึงเครียดมาเกือบเดือนล่าสุดประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ถอดถอนสมณศักดิ์ “พระราชภาวนาจารย์” หรือ “พระทัตตชีโว” อดีตรักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพราะเข้าข่ายการเป็นผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหา และการนำเงินของวัดพระธรรมกายไปเล่นหุ้นเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในสถานการณ์ต่อเนื่องจากการถอดถอนสมณศักดิ์พระเทพญาณมหามุนีของ “ธัมมชโย” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ฐานไม่ยอมมอบตัวตามหมายเรียกและได้หลบหนีเบอร์หนึ่ง เบอร์รอง สำนักธรรมกาย โดนมาตรการแรงๆถึงขั้นหลุดจากสมณศักดิ์กลางอากาศส่วนพระลูกวัดที่มีบทบาทสำคัญในการเดินเกมมวลชนยื้อกับเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นพระปลัดเสกสรรค์ หรือพระสนิทวงศ์ ต่างก็ต้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ก่อนได้รับอนุญาตให้ประกันตัวไป แต่ก็มีเงื่อนไขห้ามมีพฤติกรรมปลุกปั่นยุยงให้เกิดความวุ่นวายถ้ายังเคลื่อนไหวก่อความวุ่นวาย เข้าเงื่อนไขศาลถอนประกันต้องติดคุกนั่นหมายถึงการโดนจับสึกทันทีตามพระวินัยไม่เว้นเหล่าศิษย์สาวกที่เป็นฆราวาสก็เจอหมายเรียกสอบไปตามๆกัน ไม่ว่าจะเป็นรายของ “ป้าเช็ง” นางศรวรรณ ศิริสุนทรินทร์ ผู้ให้เช่าที่ตลาดหน้าวัดพระธรรมกาย หรือทายาทของเจ้าสัวบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังที่มีข้อมูลเป็นเจ้าของที่ดินภายในเขตวัด ก็เจอตรวจสอบข้อหาร่วมกันฟอกเงินกับ “ธัมมชโย”ตามรูปการณ์คนของธรรมกายยิ่งแข็งขืน ยิ่งดื้อดึง ก็ยิ่งโดนหนักเพราะอย่างไรเสีย “ศรัทธา” ก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ไปกว่า “กฎหมาย”และถึงจะอันตราย ปมธรรมกายเสี่ยงกระตุกหัวเชื้อความขัดแย้งให้ร้อนระอุรอบใหม่ แต่ก็เป็น “ภารกิจพิเศษ” ที่รัฐบาลทหาร คสช.ไม่สามารถหลบเลี่ยง หรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะหมิ่นเหม่อันตรายต่อพระพุทธศาสนา เป็นภัยต่อความมั่นคงขณะเดียวกัน ก็ต้องถือว่าส่งผลโดยตรง ตามรูปการณ์ศึกธรรมกายที่ย้อนแย้งกับการเดินหน้ากระบวนการปรองดอง ที่ล่าสุดถึงคิวของ “โจทย์สำคัญ”ขั้วขัดแย้งหลักอย่างพรรคเพื่อไทย นำโดย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค และ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายภูมิธรรม เวชยชัย นำทีมเข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางปรองดองกับคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่กระทรวงกลาโหม ในจังหวะก่อนหน้านั้นก็เป็นคิวของพรรคภูมิใจไทยที่นำทีมโดย “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ที่เข้าชงพิมพ์เขียวปรองดองให้ทหารแต่แทนที่สถานการณ์จะคืบหน้าไปในอนาคต โดยกระแสทิศทางข่าวกลับย้อนไปโฟกัสเรื่องที่นายอนุทินเป็นคนพา“บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ไปพบอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ต่างประเทศ เพื่อเคลียร์ปัญหาค้างคาใจ“เสี่ยหนู” ถูกตั้งแง่เป็นนอมินี “ดีล” ลับเกี้ยเซียะกับ “นายใหญ่”สรุปรายการปรองดองยังวนไม่พ้น “นิรโทษกรรม”ที่ปลายอุโมงค์ยังมองไม่เห็นแสงสว่างอย่างไรก็ดี ตามรูปการณ์ที่สังเกตว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์พยายามเบี่ยงตัวหลบจากกระแสร้อนๆ ด้วยการก้าวข้ามช็อตเรื่องของธรรมกายปรับโหมดมาเร่งปั่นเนื้องานตามที่ให้สัญญาประชาคมไว้โดยในช่วงต้นสัปดาห์ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นประธานการประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) นัดประเดิม พร้อมกับปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 39 คนและก็เป็น “ด็อกเตอร์ซุป” นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ที่การันตีเลยว่า สิ่งที่รัฐบาล คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ทำถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องในการประสานยุทธศาสตร์ชาติกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศทั้งระดับภูมิภาคและระดับจังหวัด ที่สำคัญทุกภาคส่วนของประเทศช่วยกันทำมั่นใจสิ่งที่รัฐบาลทำจะสำเร็จ ต้องไปได้แน่นอน ไม่มีไม่ได้“ด็อกเตอร์ซุป” นับเป็นแรงส่งอย่างดีในการเริ่มต้นออกตัวของ ป.ย.ป.เพื่อไปสู่เป้าหมายประชาชนคนไทยได้ลุ้นกันในเส้นทางยาวๆแต่ก่อนอื่นเลย มันก็มีเนื้องานที่จ่อทดสอบเชิงบริหารของรัฐบาลอยู่เบื้องหน้าตามการประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมเป็นต้นไป จะไปสิ้นสุดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมต้องเจอแน่ๆ ภัยแล้งที่มาพร้อมอากาศร้อนตามแนวโน้มสถานการณ์ที่หนักหน่วงขึ้นทุกปี แบบที่ไม่ทันไรน้ำในเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ที่น้ำแห้งจนถนนมิตรภาพสายเก่าโผล่ขึ้นมาไหนจะสถานการณ์ไฟป่า อย่างที่ล่าสุดต้องใช้น้ำในเขื่อนภูมิพลดับไฟในเขตพื้นที่ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ซึ่งมีป่าไม้มากที่สุดในประเทศไทยขณะที่ฝุ่นควันในภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ก็เกิดทุกปีโดยผลพวงจากสภาพภัยแล้งต้องส่งผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตร และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ แบบที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีและนั่นก็หนีไม่พ้นการต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการแก้ปัญหาจัดการบริหารน้ำ กู้สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นควัน รวมไปถึงการช่วยเหลือเกษตรกร ชาวบ้าน ในการประทังชีวิตประจำวันตามเนื้องาน กระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือ กระทรวงมหาดไทยกับ กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ที่มีหน่วยงาน กรม กอง รับผิดชอบ ภารกิจสู้กับพิบัติภัยแล้ง ดังนั้นคนที่มีบทบาทสำคัญก็คือ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริ-กัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ที่สำคัญตามสภาพการณ์ปัญหาที่เปิดช่องให้ใช้ “งบฉุกเฉิน”เอื้อให้เร่งใช้งบฯเก่า เบิกงบฯค้างท่อ ตั้งงบฯใหม่ ทำได้หมดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจุดนี้แหละที่ต้องคุมเกมกันให้ดีในสถานการณ์ที่มาถึงทางแยกอันตรายทางหนึ่งก็เป็นความจำเป็นของรัฐบาลทหาร คสช.ต้องปั่นเนื้องาน แก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน แสดงฝีมือเชิงบริหารในการต่อเวลาอำนาจพิเศษต่อไปอย่างไร้แรงเสียดทานแต่อีกมุมหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องระวังไม่ให้เกิดการ “รั่วไหล” ในการใช้งบประมาณ ที่จะกลายเป็นปมทุจริตมาซ้ำอาการแกว่งของเรือแป๊ะในสถานการณ์ที่สังคมจับจ้องการซิกแซ็กใช้งบประมาณแผ่นดินโซเชียลมีเดียเข้ามาทำหน้าที่แทนองค์กรอิสระ และสภาที่อยู่ในกรอบใต้อำนาจพิเศษตามรูปการณ์อย่างที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้องออกอาการหงุดหงิดกับคำถามโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ ปมสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดดประชุม ทำงานไม่คุ้มเงินเดือนก็ยังอึมครึม ยังมีเรื่องใหม่ที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ของบฯหลายร้อยล้านในการต่ออายุการทำงานออกไปชักจะมีเครื่องหมายคำถาม เกี่ยวกับการคิดค่าบริหารอำนาจพิเศษของทหารยิ่งล่าสุด แค่มีข่าว “นายกฯลุงตู่” ขอขึ้นแวตอีก 1 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังเป็นเรื่องเป็นราวขืนมีปมฉาว ปล่อยให้มีการโกงงบประมาณสู้ภัยแล้ง เหลือบหากินกับความเดือดร้อนของชาวบ้านมันก็เท่ากับย้ำ “จุดตาย” รัฐบาลทหารเท่านั้นเอง.“ทีมการเมือง”