การถอดบทเรียนหลังจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งผ่านไปแล้ว บางครั้งก็เป็นวิธีการที่ซ้ำซากซ้ำเติม มากกว่าจะเป็นการ หาทางออก ของข้อผิดพลาดหรือความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต คดีความทางการเมือง ที่กลายเป็นข้อขัดแย้งและความขัดแย้งของสังคม ในบางสถานการณ์อาจเป็น ปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียว ที่จะนำไปสู่ การล้มเหลว โค่นล้ม ชนวนวิกฤติ ความรุนแรงทางการเมือง ถูกเรียกภาพรวมว่า เป็นนิติสงคราม ถ้าจะแปลตรงตัวว่า การทำสงครามชิงอำนาจโค่นล้มอำนาจ โดยอาศัยกลไกองคาพยพของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีอยู่ โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศก็ไม่ผิดในรายละเอียดของกฎหมายแต่ละฉบับที่แยกออกเป็นกฎหมายหลักและกฎหมายรองประกอบการพิจารณานำกฎหมายไปสู่การปฏิบัติและบังคับใช้ ซึ่งจุดนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เนื่องจากการใช้วิจารณญาณในการวินิจฉัย ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจวินิจฉัยและตัวบทกฎหมาย ต้องมีเจตนาที่บริสุทธิ์ยุติธรรมด้วยเป็นจุดที่สำคัญที่สุด เพราะตัวบทกฎหมายไม่มีชีวิต แต่ผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายมีชีวิตจิตใจ เพราะฉะนั้นในการที่จะวินิจฉัยให้คุณให้โทษบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จิตใจจะต้องบริสุทธิ์ยุติธรรมด้วย การบังคับใช้กฎหมายจึงจะออกมาบริสุทธิ์ยุติธรรมและเป็นธรรม ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความเคลือบแคลงต่อวิธีการพิจารณานั้นๆตลอดไปยกตัวอย่างสดๆร้อนๆ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยคดีบัตรเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ พิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดเอาไว้ในบัตร ซึ่งต้องพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ เช่น การพิมพ์ข้อความอื่นลงในบัตรเลือกตั้งเกินกว่ากฎหมายกำหนดจะถือว่าเป็นบัตรเลือกตั้งที่ถูกต้องได้หรือไม่ หรือการพิสูจน์ว่าคิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สามารถที่จะสืบค้นไปจนถึงผู้ลงคะแนนและผลคะแนนได้แต่ไม่สามารถพิสูจน์ว่าสามารถนำไปปฏิบัติสืบค้นหาตัวผู้ลงคะแนนและผลคะแนนได้ จะถือว่าความผิดควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่ ขั้นตอนไหน เช่น การพกอาวุธไปในที่สาธารณะ แม้จะยังไม่ได้นำไปทำร้ายใคร แต่ในทางกฎหมายถือว่าเป็นความผิดทางอาญาแล้ว เป็นต้นกฎหมายมีจุดประสงค์ที่จะให้ดูจากเจตนาเป็นหลัก ก็จริง แต่ต้องประกอบด้วยพยานหลักฐานแรงจูงใจอันเชื่อได้ว่าด้วย เช่น พกอาวุธติดตัวเข้าไปในงานเลี้ยงเพราะทราบว่ามีคู่กรณีไปในงานเลี้ยงด้วยอ้างว่าเพื่อเป็นการป้องกันตัว กับการพกอาวุธติดตัวตั้งใจจะไปทำร้ายคู่กรณีโดยเฉพาะ ซึ่งในทางวิธีพิจารณาคดีอาญา มีความผิดทั้งสองกรณีแต่การลงโทษหนักเบาไม่เหมือนกันมีการตั้งข้อสังเกตจากนักวิชาการด้านกฎหมายก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า การมีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่สามารถทำให้สืบค้นถึงผู้ลงคะแนนและผลของคะแนนได้ การเลือกตั้งยังเป็นความลับและไม่เป็นโมฆะ อันที่จริงการทุจริตการเลือกตั้งไม่ได้มุ่งแต่เรื่องบาร์โค้ด ยังมีเรื่องการนับคะแนน การไม่รัดหีบบัตรเลือกตั้ง การนำเอกสารไปทิ้งขยะ นับรวมเป็นมาตรฐานการจัดการเลือกตั้งของ กกต.บริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าจะมุ่งไปที่ บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด หรือการจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ที่ผลลัพธ์สุดท้ายไม่ต่างกัน.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม