นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล โปรยยาหอมในโอกาสครบรอบวันเกิด ครบ 60 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา สื่อไปถามว่าแซยิดแล้วตั้งใจจะทำอะไรต่อไป นายกฯอนุทิน ตอบว่าจะ ทำหน้าที่นายกฯต่อไปให้ดีที่สุด แก้ปัญหาสารทุกข์สุกดิบให้กับประชาชน แก้ปัญหาความยากจน ชะแว้บไปที่โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ด้วยว่าจะต่ออายุให้อีก 2 เดือนเป็นอย่างน้อย โดยโครงการนี้จะครบ 4 เดือนสิ้นเดือน ก.ย.นี้ นายกฯอนุทิน ระบุด้วยว่า ถาม เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลังแล้ว ยังมีเงินในโครงการเหลืออยู่ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งโครงการที่ว่า ได้แก่ โครงการ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว 2 แสนล้านนำมาเยียวยาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานในภูมิภาคตะวันออกลาง อีก 2 แสนล้านนำมาเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ (ยังนึกภาพคำว่าเปลี่ยนผ่านไม่ออก ในเมื่อโลกของพลังงานในวันนี้และอีก 10 ปีข้างหน้าก็คือก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน)เรื่องนี้คงต้องแยกเป็นสองประเด็น การแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานและการเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน เช่น การชดเชยราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลไม่ปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด แต่เพราะน้ำมันเป็นเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจประเทศ การผลิต อุตสาหกรรม เทคโนโลยี การเกษตร ดังนั้นราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงถูกนำมาเป็นปัจจัยการคาดการทางเศรษฐกิจ จะโตมากโตน้อยหรือติดลบ เงินเฟ้อจะเฟ้อมากเฟ้อน้อย ตราบใดที่สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯในการยึดช่องแคบฮอร์มุซยังยืดเยื้อยาวนาน และทำท่าว่าสหรัฐฯ จะเข้าไปครอบครองควบคุมการขนส่งและการผลิตน้ำมันในอิหร่านเช่นเดียวกับที่เข้าไปควบคุมการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา หมายถึงเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในกำมือของสหรัฐฯ จากการเข้าควบคุมพลังงานแบบเบ็ดเสร็จในตะวันออกกลาง ซึ่งมีประเทศพันธมิตรสหรัฐฯในตะวันออกกลางเป็นแนวร่วมด้วยแล้ว การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างเราๆ ไม่ได้หมายความว่าเราจะหาแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงเองหรือพึ่งพาพลังงานจากธรรมชาติได้แต่หมายความว่า เราจะต้องหาตลาดและพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เช่นตลาดใหม่จากทะเลเหนือ จากสหรัฐฯ จากแอฟริกา จากรัสเซีย ตลาดน้ำมันในตะวันออกกลางหรือตลาดดูไบที่เราเคยนำน้ำมันดิบเข้ามากลั่นมากที่สุด ในอนาคตอาจเปลี่ยนสถานะไปก็ได้ แหล่งพลังงานเชื้อเพลิงในอ่าวไทยนอกจากปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชาแล้วจำนวนทรัพยากรก็มีจำนวนจำกัด ในฝั่งอันดามันที่เตรียมสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี ขนาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่มีแหล่งน้ำมันมากกว่าเราหลายเท่ายังต้องแสวงหาแหล่งน้ำมันจากภายนอกตลอดเวลา แต่นโยบายพลังงานบ้านเรากลับไปผูกติดกับนโยบายประชานิยมทำให้ภาระอยู่ที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้เงินกองทุนฯ ชดเชยราคาน้ำมันไปแล้วเกือบแสนล้าน ไม่ใช่ 2 แสนล้าน จากเงินกู้ด้วยซ้ำ อีกประเด็นการเยียวยาความเดือดร้อนของชาวบ้านเห็นอยู่โครงการเดียว ไทยช่วยไทยพลัสเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุที่มีเงื่อนไขจำกัด เฉพาะคนบางกลุ่ม เท่านั้น จบแบบหักมุม สรุปว่าไม่ว่าคดีฮั้ว สว.จะออกหัวออกก้อย ประเทศไทยก็อยู่ในภาวะถดถอยวันยังค่ำ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม