คำโบราณที่ว่า ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ มีความหมายถึง การปล่อยให้เรื่องราวต่างๆเป็นไปตามเรื่องราวของมัน ไม่เอามาเป็นธุระ หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยว ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว จะเป็นอย่างไรก็ช่าง หรือที่พูดกันจนติดปาก ช่างหัวมัน อะไรจะเกิดก็เกิด ทนๆกันไป เป็นกุศโลบายคนโบราณให้ใช้ชีวิตอย่างสงบ เสงี่ยม กลัวว่าจะบาป กลัวว่าจะไม่สบายใจ อะไรทำนองนั้น คิดในมุมย้อนกลับ เป็นการสอนให้ใช้ชีวิตแบบสงบสุขหรือเป็นการสอนให้ใช้ชีวิตแบบเห็นแก่ตัว และ เป็นการส่งเสริมให้คนทำชั่วมากขึ้น ทำดีน้อยลง ในทางพุทธศาสนาให้ถือว่าการทำความดีก็คือการทำความดีตรงไปตรงมาเป็นมงคลกับชีวิต ไม่ได้เป็นการทำลายพระศาสนา เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจธรรมอย่างถ่องแท้แล้ว ธรรมไม่ได้สอนให้คำนึงว่าเราจะทุกข์จะยาก จะเดือดร้อน จะลำบาก หรือกลัวว่าคนจะติ จะชม แต่ให้ดูที่การกระทำนั้นเป็นประโยชน์หรือไม่ ให้โทษหรือเปล่า จุดประสงค์ของพระธรรมวินัยที่บัญญัติเอาไว้ก็เพื่อความอยู่เป็นสุขของสงฆ์ที่อยู่ร่วมกัน ถ้าพระสงฆ์ได้ประพฤติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัดในทางโลกก็เช่นกัน สังคมในปัจจุบัน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ทำให้คนไทยมีความรู้สึกเช่นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ใครจะโกงข้อสอบ ใครจะฮั้วเลือก สว. ใครจะทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นโมฆะ ใครจะเป็นนอมินี ให้ต่างด้าวเข้ามายึดแผ่นดิน แย่งอาชีพของคนไทย ใครจะครอบครองที่ดินการรถไฟไม่มีใครสนใจ รู้แค่ว่าโครงการไทยช่วยไทยจะต่ออายุหรือเปล่า จะต่อออกไปอีกกี่เดือน บัตรคนจนจะเพิ่มเป็นกี่บาท ส่วนโครงการ TH-AI Passport จะใช้เงินกี่พันล้าน ใครได้ประโยชน์บ้าง โกงข้อสอบท้องถิ่นพบหลักฐาน พัวพันไปถึงข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย มีชื่อของที่ปรึกษานายกฯ มือทำงานของบ้านใหญ่ ทองเจือ ชาติกิจเจริญ เป็นผู้ถูกกล่าวหา มีชื่อ สส.พรรคภูมิใจไทย รมต.พรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหาไม่น้อยกว่า 9 คน สว. และผู้สมัคร สว.อีกรวมแล้ว 229 คน มีรายงานการสอบสวนของอนุกรรมการ กกต.ทั้งชุดที่ 26 ที่ทำงานร่วมกับดีเอสไอในการสืบสวนสอบสวน และอนุ กรรมการชุดที่ 36 ที่ กกต.ตั้งขึ้นมาสอบสวนอีกรอบ มีทั้งพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และพยานบุคคลครบองค์ประกอบทุกอย่าง ก็ยังอยู่ในอารมณ์ ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ สังคมไม่มีการติเตียน ไม่อาบัติปาราชิก อันที่จริงแค่แต่งตัวเหมือนกัน พักโรงแรมเดียวกันก็ไม่ต้องไปคิดอะไรแล้วการกระทำส่อเจตนาชัดเจนตั้งแต่ต้นเป็นรัฐบาลอื่นคงอยู่ไม่เป็นสุข ไม่รอดสันดอนมาจนถึงวันนี้ เพราะพยานหลักฐานที่หลุดออกมา ไม่ใช่หลักฐานหรือการกล่าวหาลอยๆจากฝ่ายค้านหรือภาคประชาชน แต่เป็นพยานหลักฐานจากกระบวนการยุติธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จนถึงจุดเข้าด้ายเข้าเข็มกำลังจะกลายเป็นสารตั้งต้นไปสู่วิกฤติบ้านเมืองไม่ยอมรับการบริหารราชการแผ่นดินและการปกครองประเทศ โดยเฉพาะที่เรียกว่าระบอบสีน้ำเงิน ถ้ายังยึดมั่นในอุดมคติ ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ ความดีและความชั่วก็จะไม่มีเส้นแบ่งอีกต่อไปเราก็จะทนอยู่กันในระบอบสีน้ำเงินที่ไม่มีความผิดชอบชั่วดี มีแต่เรื่องของผลประโยชน์และอำนาจ ต่างตอบแทนในสภาเป็นสภาเสียงข้างมาก องค์กรตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ ภาคประชาชนตัวใครตัวมันก็เท่ากับว่าระบบถ่วงดุลอำนาจสามเสาหลักนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการได้ล่มสลายไปจากการเมืองการปกครองของประเทศไทยอย่างถาวรแล้ว ดังนั้นการเลือกตั้งหรือประชามติจะมีประโยชน์อะไร.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม