วันที่ 9 เดือน 9 ที่ผ่านมา นาย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน นัดถกสงบศึก “อุเทนถวาย–ปทุมวัน” เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรง...มีมาตรการใหม่วางกรอบความรับผิดชอบให้ทั้งสองสถาบันร่วมกับผู้บริหารของทั้งอุเทนถวายและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกอย่างเด็ดขาดหลังกลับมาเกิดเหตุปะทะกันอีกครั้งเงื่อนปมข้อพิพาทที่ถูกกล่าวถึง...ที่ผ่านมา เป็นการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานระหว่าง “อุเทนถวาย” และ “ช่างกลปทุมวัน” โดยมีปัญหาเร่งด่วนที่ต้องสะสาง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยและความปลอดภัยของประชาชนในโซนพื้นที่สยามสแควร์ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาก็คือ มาตรการใช้กฎหมายนำและการบังคับใช้คดี...รัฐบาลจะนำข้อกฎหมายและข้อยุติมาวางเป็นไทม์ไลน์ที่ชัดเจน เพื่อให้สถาบันนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งระบุว่ามีความจำเป็นต้องพูดคุยเจรจากับกลุ่มหัวโจกหรือผู้ก่อเหตุโดยใช้เหตุผลและหลักฐาน แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตามถัดมา...แนวทางการย้ายพื้นที่ตั้ง (อุเทนถวาย) อยู่ระหว่างประสานกับกรมธนารักษ์ในการจัดหาพื้นที่ใหม่ (ทั้งรวบรวมพื้นที่นอกเมืองและวิทยาเขตต่างๆของราชมงคลตะวันออก) เพื่อย้ายอุเทนถวายออกนอกพื้นที่เดิมเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและเลี่ยงการเผชิญหน้าประเด็นที่สาม...แผนพัฒนาพื้นที่เดิม ข้อนี้ถึงแม้ว่าจะมีแนวทางไม่ใช้พื้นที่เดิมในเชิงพาณิชย์หรือการค้า แต่จะพัฒนาเป็นพื้นที่ด้านการศึกษา อุตสาหกรรม นวัตกรรม ก็ยังเป็นประเด็นที่มีข้อกังขา ตั้งข้อสงสัยประเด็นที่สี่...เหตุผลและความจำเป็นในการเร่งแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวดำเนินมาหลายปี มีผู้เสียชีวิตและผู้บริสุทธิ์โดนลูกหลงจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องเข้ามาจัดการอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดพลิกแฟ้มย้อนรอย ศึกสองสถาบันระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และ สถาบัน เทคโนโลยีปทุมวัน ถือเป็นหนึ่งในปัญหาเรื้อรังยาวนานที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การศึกษาและการบังคับใช้กฎหมายของไทยโดยมีรากเหง้าปัญหา ความรุนแรง และความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญในกลุ่มนักศึกษาบางส่วน...บางช่วงเวลา นับจากจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่ไม่ได้มาจากความเกลียดชังส่วนตัว หากแต่ถูกหล่อหลอมผ่านโครงสร้างทางวัฒนธรรมย่อยของสถาบันอาชีวศึกษาช่างกลในยุคอดีตทั้งสองสถาบันตั้งอยู่บนพื้นที่ใกล้เคียงกันใจกลางเมือง (ย่านปทุมวัน-สยามสแควร์) โดยที่ดินเดิมของอุเทนถวายที่มีสัญญาเช่านั้น เป็นที่ดินที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงพระราชทานที่ดินให้แก่โรงเรียนข้าราชการ พลเรือน (ซึ่งต่อมาคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)ตอกย้ำปมปัญหา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการสร้างอัตลักษณ์และความเป็น “ลูกผู้ชายช่างกล”...การปลูกฝังความรักสถาบันผ่านกิจกรรมรับน้อง การสร้างสายสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องที่เข้มข้น ประกอบกับค่านิยมการปกป้องศักดิ์ศรีของสถาบัน ทำให้การกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ บนท้องถนนลุกลามเป็นการล้างแค้นต่างสถาบัน...แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จนกลายเป็น “ประเพณี” ที่สืบทอดกันรุ่นต่อรุ่นหรือไม่?ประเด็นสำคัญคือวิวัฒนาการ ความรุนแรงจาก “ยกพวกตีกัน” สู่ “อาชญากรรมสะเทือนขวัญ” ลักษณะการปะทะกันของทั้งสองสถาบันมีการยกระดับความรุนแรงตามยุคสมัยหรือเปล่า?ย้อนไปยุคดั้งเดิม (ยุคใช้กำลังกายและอาวุธประชิดตัว) เป็นยุคของการยกพวกตะลุมบอนตามป้ายรถเมล์ สถานีรถไฟ หรือย่านการค้าใจกลางเมืองด้วยโซ่ มีด ไม้...เมื่อเวลาผ่านไป ความรุนแรงยกระดับเป็นการใช้ปืนแก๊ป ปืนปากกา อาวุธปืนพกสั้น ไปจนถึงระเบิดปิงปอง มีการดักซุ่มยิงคู่อริตามเส้นทางเดินทางกลับบ้านส่งผลให้ไม่เพียงแต่นักศึกษาของทั้งสองสถาบันเท่านั้นที่เสียชีวิต แต่ยังมี “ประชาชนผู้บริสุทธิ์” บาดเจ็บและเสียชีวิตจากลูกหลงอยู่บ่อยครั้งนอกจากเรื่องศักดิ์ศรีแล้ว ยังมีเงื่อนปมปัญหาในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินและการย้ายสถาบันของอุเทนถวายตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด...ซึ่งมีคำสั่งให้อุเทนถวายย้ายออกจากพื้นที่เดิมและส่งมอบพื้นที่คืนให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นไปอีก?ฝ่าย “ศิษย์เก่า” และ “ศิษย์ปัจจุบัน” ของอุเทนถวายบางส่วนพยายามต่อสู้เพื่อรักษาพื้นที่สถาบันดั้งเดิมไว้ ขณะที่สังคมมองว่าการย้ายสถานศึกษาออกจากพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีความหนาแน่นสูง อาจเป็นทางออกในการลดจุดปะทะทางกายภาพที่ผ่านมาภาครัฐใช้มาตรการหลากหลายแต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตั้งแต่การตั้งจุดตรวจร่วม การทำบันทึกข้อตกลงระหว่างผู้บริหารสถาบัน ไปจนถึงการใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดในการจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง...อย่างไรก็ตาม การเข้ามาขับเคลื่อนของฝ่ายบริหารชุดปัจจุบัน เช่น การประชุมหารือเร่งด่วนระดับรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาอุเทนถวาย-ปทุมวัน ไม่ใช่แค่เรื่อง “เด็กช่างตีกัน” อีกต่อไปแต่...ถูกมองเป็น “วาระเร่งด่วนระดับชาติ” ที่กระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะในโซนเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯ ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความมั่นคงของประเทศโดยตรงการยุติศึกสายเลือดสถาบันนี้ต้องอาศัยมาตรการแบบองค์รวม การบังคับใช้กฎหมาย, การแก้ไขปัญหาที่ดิน...โครงสร้างสถาบัน, การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ล้างค่านิยม “ความรุนแรงเพื่อศักดิ์ศรี”...เปลี่ยนเป็นการแข่งขันกันด้วยผลงาน นวัตกรรม ชื่อเสียง...น่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุด.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม