สภาร้อนฉ่า สส.ภท.ชิงเป่าวาระรายงาน กกต. ชงญัตติชายแดนใต้เสียบแทน หวังตัดตอนฝ่ายค้านโยงคดีฮั้วเลือก สว. ลามหนัก “มัลลิกา” รองประธานสภาฯ ประกาศ ตัดพี่น้อง “รังสิมันต์” “ศุภณัฐ” กระทู้สดบี้รัฐบาลจัดระเบียบ Data Center ฉะนายกฯรู้ปัญหาแต่ไม่แก้ไข “เอกนัฏ” ยันบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด สั่งแช่แข็งคำขอจนกว่าจะจัดระเบียบเสร็จ “กรณ์” จี้รัฐเร่งล้อมคอก 7 ข้อกังวล ห่วงสหรัฐฯชี้เป้าไทยนอมินีจีน “ลูกนก” โอดยอด AI Passport ต่ำเป้า “ไหม” จับตาดีอีเอื้อเอกชน ทำขัดกันแห่งผลประโยชน์ “ไอติม” ซัดรัฐบาลตั้ง “ปิยะ” นั่งอธิบดีดีเอสไอ ปูนบำเหน็จผลงานอนุชุดที่ 36 เผยโดนรีดข้อมูลแต่ยินดีร่วมมือ “โรม” โยง “ทองเจือ” จุ้นจ้านสอบท้องถิ่น “หนู” เมิน “สนธิ” ขู่ขนม็อบลงถนนประชุมสภาร้อนฉ่า เมื่อ สส.พรรคภูมิใจไทยชิงเป่ารายงานผลการปฏิบัติงาน กกต.ประจำปี 2567-2568 เพื่อตัดตอนไม่ให้ สส.ฝ่ายค้านอภิปรายโยงความล้มเหลวการดำเนินคดีฮั้วเลือก สว. ลามถึง น.ส.มัลลิกา จิรพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ ประกาศตัดพี่น้องกับนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน.ปชน.บี้จัดระเบียบ Data Centerเมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 3 ก.ย. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดของนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) สอบถามนายกรัฐมนตรีเรื่องปัญหา Data Center แต่มอบให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ชี้แจงแทน นายศุภณัฐสอบถามว่า ประชาชนกังวลการควบคุม Data Center โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในการกักเก็บน้ำมันเป็นแสนลิตรในอาคาร Data Center มีการขออนุญาตจัดเก็บถูกต้องหรือไม่ ปัญหาคือกทม.และรัฐบาลไร้การควบคุม ปล่อยให้อาศัยช่องโหว่กฎหมายตั้ง Data Center กลางกรุงโดยผิดกฎหมาย อ้างเป็นอาคารคลังสินค้า ให้ตั้ง Data Center ได้ทุกพื้นที่ โดยไม่ผิดกฎหมายผังเมือง และไม่ต้องทำสำรวจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว นายกฯในฐานะ รมว.มหาดไทย รับทราบปัญหา Data Center มาตลอด แต่ไม่แก้ไข เราไม่อยากได้รัฐบาลแมวไล่จับหนู วัวหายล้อมคอก เน้นไล่ปิดโรงงานหลังเกิดเหตุ ขณะที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลน้อยมากรัฐบาลขึงขังออกกฎคุมเข้มงวดนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ชี้แจงว่า เป็นห่วงเรื่องดังกล่าวเช่นกัน การไปตรวจพบอาคาร Data Center ย่านพระราม 9 กักเก็บน้ำมันเกินแสนลิตร ไม่มีใบอนุญาต ได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว จากนี้จะตรวจปูพรมอาคาร Data Center ทุกแห่งใน กทม. ถ้าไม่มีใบขอนุญาตเก็บน้ำมันถือว่าผิดกฎหมาย ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหา ทั้งเรื่องไฟฟ้า น้ำประปา ออกระเบียบสำนักนายก รัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 ตั้งคณะกรรมการ Data Center มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน จัดระเบียบ Data Center ทั่วประเทศ ให้ถูกกฎหมาย มีเกณฑ์ควบคุมการใช้ไฟฟ้า น้ำ แก้ปัญหาที่สะสมมานาน ระหว่างนี้สั่งระงับการขอตั้ง Data Centerไว้ก่อน จะไม่ให้เปิดจนกว่าจะจัดระเบียบสำเร็จ ต้องบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด อาคารใดไม่ขออนุญาตเก็บน้ำมันจะจับให้หมด และหลังจากนี้ต้องทำอีไอเอ อยู่ในกฎหมายผังเมือง แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าของ Data Center โดยเฉพาะ ต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าชาวบ้าน ไม่ให้ใช้ไฟฟ้าร่วมกับประชาชนทั่วไป ล่าสุดได้หารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ระงับส่วนที่เกี่ยวข้องไว้ระหว่างการตรวจสอบ“กรณ์” จี้รัฐเร่งล้อมคอก 7 ข้อกังวลด้านนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากปัญหา Data Center เป็นการสะท้อนให้เห็นนโยบายที่ไม่ทันเหตุการณ์ ความไม่พร้อมรับมือและเสี่ยงต่อการสร้างความเสียหายให้ประชาชน พรรคเห็นปัญหานี้มานานแล้ว จึงได้ยื่นญัตติด่วนต่อสภามี 7 ข้อกังวล และรัฐบาลยังไม่มีคำตอบต่อสังคม คือ 1.แม้จะมีคณะกรรมการ Data Center แล้ว แต่ยังไม่มีเจ้าภาพโดยตรงรับผิดชอบ การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากต้องประสานกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน หรือหากจะขอเปิดโรงไฟฟ้าต้องประสานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แต่หลาย Data Center ที่สร้าง อ้างเป็นคลังเก็บสินค้าไม่มีใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ ไม่มีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซ้ำมีการสำรองน้ำมันมหาศาล เปรียบตอนนี้ก็คือมีวัวออกมายืนกลางสนาม ยังไม่หนีไปไหน หากล้อมคอกมันตอนนี้ ยังไม่ช้าเกินไป แต่หากปล่อยให้หายไปเดือดร้อนแน่จับไต๋นโยบายย้อนแย้งมุ่งแต่กู้นายกรณ์กล่าวต่อว่า 2.ปัญหาการใช้ไฟฟ้าจำนวนมากเลี้ยงระบบ Data Center มีผลย้อนแย้งต่อนโยบายพลังงานของการไฟฟ้า ที่รัฐบาลพยายามชี้แจงถึงการกู้เงินเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล แต่กลับส่งเสริมสร้าง Data Center อ้างการลงทุน ขณะที่ไฟฟ้าของไทยใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงต้องนำเข้าจากต่างชาติ รัฐบาลจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลเพิ่มหรือไม่ และส่งผลกระทบกับพลังงานสะอาดอย่างไร 3.ศูนย์ Data Center ต้องใช้น้ำจำนวนมาก 4.ปัญหามลพิษ ทั้งเสียง ความร้อนและน้ำเสีย ไม่ต้องดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมใดๆ จึงไม่ได้มีการกำหนดมาตรการที่ผู้ลงทุนรับผิดชอบ 5.เสี่ยงเกิดปัญหาอธิปไตย เพราะรัฐไทยส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน Data Center แต่กลับไม่ส่งเสริมการยกระดับศักยภาพ หรือ AI Model ของไทย ซึ่งกระทบต่อศักยภาพการแข่งขัน และความมั่นคงทางข้อมูลของประเทศ 6.ผู้ประกอบการไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร และ 7.สำคัญที่สุด คือรัฐบาลสหรัฐอเมริกาชี้เป้าว่าประเทศไทยอาจมีส่วนเป็นทางลัดให้จีนได้ใช้ชิประดับสูงที่สหรัฐฯสั่งปิดกั้น และเคยมีข้อกล่าวหาลักษณะนี้กับมาเลเซีย หากสหรัฐฯเอาจริงอ้างเรื่องนี้ อาจมีการกำหนดระงับสิทธิการนำเข้าชิประดับสูงของไทย อาจกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีไทยโดยรวมสส.ระยองบี้ห้ามแย่งน้ำชาวบ้านนายพศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปัญหาการใช้น้ำประปาในปริมาณมากของ Data Center จากความไม่พร้อมของรัฐไทย มีข้อมูลว่าจะมีการสร้างศูนย์ Data Center กว่า 70% ในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ในฐานะ สส.พื้นที่มีความกังวลต่อการใช้น้ำ เพราะขณะนี้ภาคตะวันออกยังเผชิญปัญหาการใช้น้ำประปาเพื่อภาคอุตสาหกรรม และน้ำเพื่อการเกษตรยังไม่จบ จึงควรมีการจำกัดโซนนิ่งว่าศูนย์ Data Center ควรต้องซื้อน้ำใช้ ไม่ใช่แย่งน้ำจากชาวบ้านอีก เพราะภาคตะวันออกเคยเจ็บปวดกับโครงการอีอีซีมาแล้ว ต้องมาเจอปัญหา Data Center ซ้ำอีก ขอให้รัฐบาลมีมาตรการรองรับที่ชัดเจนก่อนในเรื่องหน่วยงานกำกับดูแล และเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ไม่ใช่ให้ทำไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขปัญหาทีหลัง“ลูกนก”โอดยอด AI Passport ต่ำเป้านายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเปิดใช้งาน AI Passport ที่ไม่มีการอัปเดตยอดผู้ใช้งานจริงล่าสุดในช่วง 3 วันที่ผ่านมาว่า จากการตรวจสอบล่าสุดมีผู้ใช้งานประจำวัน 5 แสนกว่าคน ทีมงานกำลังเร่งอัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ข้อกังวลเรื่องยอดผู้ใช้งานยืนยัน ทุกอย่างต้องตรวจสอบได้ ไม่มียอดผี ควรมี Dashboard ให้ประชาชนติดตามยอดการใช้งานได้ ทีมงานกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่ออัปเดต ขณะนี้ยอดลงทะเบียนล่าสุดอยู่ที่ 1.3 ล้านราย ยังไม่ถึง 1.4 ล้านราย ยอมรับยอดลงทะเบียนชะลอตัว เป็นเรื่องกังวลมากที่สุด เป้าหมายของรัฐบาลคือลดความเหลื่อมล้ำด้วยการเปิดให้ประชาชนเข้าถึง AI Model Pro ได้ฟรี แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำอีกด้านคือค่าอินเตอร์เน็ตจากข้อมูลพบว่ายอดการใช้งานยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนเมืองเป็นส่วนใหญ่ ไม่ไปถึงประชาชนที่ด้อยโอกาสตามเป้าหมาย โดยเฉพาะนักศึกษาต่างจังหวัดและครู พบว่าปัญหาสำคัญคือเรื่องอินเตอร์เน็ตจึงต้องหาแนวทางให้ประชาชนเข้าถึง AI Passport และใช้ Model Pro รวมถึงอินเตอร์เน็ตในราคาถูกหรือฟรี จะช่วยขับเคลื่อนผ่านกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)“ไหม” จับตาดีอีขัดกันผลประโยชน์ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กเป็นภาพเอกสารประชาสัมพันธ์โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ที่ลงนามโดย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ พร้อมข้อความระบุว่า “แบบนี้จัดว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ Conflict of Interest หรือไม่ ในเมื่อสัญญาฉบับแก้ไขจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง และงานประชา สัมพันธ์รวมอยู่ใน TOR ของโครงการ ยิ่งไปเกณฑ์ข้าราชการมาสมัคร เท่ากับไปเพิ่มรายได้ให้ฝั่งเอกชน? หรือโฆษณาผ่านบิลบอร์ด กับจอร้านสะดวกซื้อมันไม่ได้ผล?”“ไอติม” ซัดรัฐบาลปูนบำเหน็จ “ปิยะ”วันเดียวกัน นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประธานคณะกรรมา ธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม กมธ.ตำรวจ เพื่อพิจารณากรณีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องทางต่างๆ กล่าวหามีคณะบุคคลร่วมกันดำเนินการเพื่อให้การได้มาซึ่ง สว.บางรายขัดต่อกฎหมาย นายวัชรพงศ์กล่าวว่า กมธ.ได้เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรค ปชน. อธิบดีดีเอสไอ และผู้บังคับการกองปราบเข้าให้ข้อมูล นายพริษฐ์กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า ขอตั้งข้อสังเกตถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอ มาเป็น ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีคุมประพฤติ หากเป็นข้อเท็จจริง บุคคลดังกล่าวเป็นหนึ่งในคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36 ของ กกต. ที่พิจารณาคดีฮั้ว สว.ทั้งหมด แล้วมีความเห็นออกมาว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว ซึ่งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ก็เปิดเผยว่า ร.ต.อ.ปิยะเป็นหนึ่งใน 5 คน ลงมติเสียงข้างมาก ของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 36 “ผมตั้งข้อสังเกตว่าหากเรื่องนี้เป็นจริง การเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอเป็นจริง อันนี้เป็นความพยายามของรัฐบาลในการโยกย้ายข้าราชการ เป็นคุณต่อคดีที่ตัวเองถูกกล่าวหาอยู่หรือไม่”เผยโดนรีดข้อมูลแต่ยินดีร่วมมือนายพริษฐ์ให้สัมภาษณ์หลังเข้าชี้แจงว่า ให้ความร่วมมือ กมธ.เต็มที่ตามหัวข้อที่พยายามสอบถามเกี่ยวกับที่มาที่ไปของข้อมูลที่ตนนำมาเสนอตรวจสอบเรื่องคดีโกง สว. มีเบาะแสมาจากหลายช่องทาง แทบทุกครั้งที่นำเสนอต่อสาธารณะ ได้รับการยืนยันจากบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นความจริง เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้มีการให้ข้อมูลว่า กมธ.จะเน้นไปที่เอกสารคดีของดีเอสไอหลุดไปได้อย่างไร นายพริษฐ์ตอบว่า สามารถไปย้อนฟังชวเลขตอนประชุมได้ เวลากว่า 90% ใช้ไปกับการซักถามตน ส่วนการสอบถามดีเอสไอ และกองปราบฯ แค่หน่วยงานละ 1 คำถามในตอนท้าย เหมือนเป็นการล้วงข้อมูลหรือไม่ ถือว่าเป็นดุลพินิจของ กมธ.แต่ละคณะ ตนให้ความร่วมมือเต็มที่ยินดีต่อการตรวจสอบ หวังว่า สส.ทุกคน ทุกพรรคจะใช้มาตรฐานเดียวกันภท.ชิงเป่ารายงานชำแหละ กกต.ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา การประชุมสภาฯขณะกำลังเข้าสู่วาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี 2567 และปี 2568 แต่นายซาการิยะ สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย ชิงเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นมาพิจารณาก่อน ทำให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คัดค้าน ขอให้ประชุมไปตามวาระปกติ ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลเห็นชีวิตประชาชนในสามจังหวัดชายแดนใต้สำคัญจริง ทำไมไม่ประชุมตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว หรือเหตุใดการประชุม ครม.สัญจรที่ผ่านมา ไม่ไปประชุมที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เอาความเดือดร้อนประชาชนมาอ้างเพื่อปกป้อง กกต. เพื่อไม่ให้พูดคดีฮั้ว สว. รัฐมนตรีไม่กล้าลงพื้นที่เพราะ ครม.รักตัวกลัวตาย ทำให้ สส.ฝ่ายรัฐบาลดาหน้าขึ้นประท้วงหนักให้ถอนคำพูด จนบรรยากาศเริ่มวุ่นวายรวบรัดชูญัตติปัญหาชายแดนใต้นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ใช้สิทธิพาดพิงชี้แจงว่า ยืนยันลงพื้นที่ด้วยตัวเอง ขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้ดี ที่บอกว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่จริง บางอย่างถ้าไม่รู้ แล้วไม่พูดจะเกิดประโยชน์มากกว่า จากนั้นนายพริษฐ์เสนอว่า ไม่ติดใจหากจะนำญัตติชายแดนใต้มาพิจารณาก่อน แต่ขอคำยืนยันจากประธานวิปรัฐบาล และประธานที่ประชุมว่าหลังพิจารณาญัตติชายแดนใต้แล้ว ต้องพิจารณารายงาน กกต.จนกว่าจะเสร็จ อย่างไรก็ตามทางฝ่ายรัฐบาลพยายามรวบรัดลงมติให้นำญัตติด่วนปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาพิจารณาก่อน ด้วยคะแนน 266 ต่อ 108 เสียง งดออกเสียง 33 ไม่ลงคะแนน 2“อภิสิทธิ์” จุดพลุประชุมสภาวุ่นต่อผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อที่ประชุมจะเริ่มพิจารณาญัตติด่วนการแก้ปัญหาชายแดนใต้ของนายซาการิยะ สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย บรรยากาศเริ่มตึงเครียดทันทีเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทวงถามญัตติการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เสนอไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ไม่ได้รับการบรรจุวาระเสนอให้นำญัตติดังกล่าวมาพิจารณาไปพร้อมกัน และขอให้ที่ประชุมเรียกนายกฯมาชี้แจงสภาฯด้วยตัวเอง ทำให้นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล เสนอญัตติในทำนองเดียวกันแต่ขอให้ รมว.กลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงแทน น.ส.มัลลิกา จิรพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานในที่ประชุม วินิจฉัยว่าญัตติของนายอภิสิทธิ์และนายกรวีร์ไม่สามารถเสนอได้ เพราะเข้าข่ายการเสนอญัตติซ้อน ขัดข้อบังคับการประชุม จึงเกิดการโต้เถียงอย่างหนักเป็นเวลานานดราม่าลาม “มัลลิกา–โรม” ตัดพี่น้องช่วงหนึ่ง น.ส.มัลลิกามีการกล่าวพาดพิงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาชน “เราทำงานด้วยกันอย่าเล่นการเมืองเยอะ” ทำให้นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน สวนกลับทันทีว่า ประธานฯอย่าดึงดราม่า เอาความเท็จมาพูดในสภา ขอให้เดินหน้าอย่าดึงเวลา พยายามดึงดราม่าเรื่อย เลิกพฤติกรรมแบบนี้เถอะ น.ส.มัลลิกาตอบโต้ว่า “คุณหมิ่นประมาทพี่นะ รังสิมันต์ โรม พี่ไม่ได้ดึง อยากให้การประชุมดำเนินไปด้วยดี ไม่ได้ดึงเวลา” แต่ถูกนายรังสิมันต์ สวนกลับว่า “ประธานมีสิทธิ์ฟ้องเลย อย่ามาเรียกว่าพี่ พฤติกรรมแบบนี้ผมไม่นับญาติด้วย” แต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังคงโต้เถียงกันหนัก ทำให้ น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า ไม่ได้ดึงดราม่า แต่พยายามทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย ไม่ให้เถียงกัน “ถ้าคุณไม่ขอโทษ ประธานไม่ได้ว่าอะไร ถ้าจะไม่นับพี่น้องก็ยินดี ไม่ต้องขอโทษ ถ้าคนเป็นพี่น้องกันเขาจะขอโทษให้อภัยกัน เมื่อไม่ขอโทษก็ไม่ต้องนับญาติกัน” นายรังสิมันต์สวนทันทีว่า “ด้วยความยินดีครับ” ขณะที่ น.ส.มัลลิกาตอบกลับว่า “ยินดีมากเลย ท่านรังสิมันต์ โรม จำคำพูดไว้นะ” จากนั้นจึงตัดบทเข้าสู่การพิจารณาญัตติแก้ปัญหาชายแดนใต้“โรม” โยง “ทองเจือ” จุ้นสอบท้องถิ่นอีกเรื่อง นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่นว่า ข้อมูลรายชื่อที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มีเกินกว่ารายชื่อที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มี 5,121 คน รายชื่อมากที่สุดอยู่ภาคใต้ กมธ.พุ่งประเด็นไปที่คนที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ หรือส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการสอบ ผู้ชี้แจงบางคนฝั่งรัฐยืนยันว่า สถ.ได้ประสานงานนายทองเจือ (ชาติกิจเจริญ) ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ให้นายทองเจือไปพูดคุยกับ มศว ให้รวมศูนย์ตรวจข้อสอบ ทางมหาวิทยาลัยยืนยันว่าคุยกับนายทองเจือจริง แต่ไม่ได้คุยกันเรื่องตรวจข้อสอบ ตอนนี้จึงได้ข้อเท็จจริงว่า สถ.ไปดึงบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับการจัดการสอบ และยังไม่มีข้อเท็จจริงว่านายทองเจือถูกมอบหมายโดยนายอนุทินดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องนี้ จึงเกิดคำถามว่านายทองเจือมายุ่งเกี่ยวอะไรเกี่ยวกับการจัดสอบ จนนำไปสู่การทุจริตและการซื้อขายตำแหน่ง เปลี่ยนแปลงผลสอบอย่างมโหฬาร อีกประเด็นคือก่อนที่นายอนุทินจะมีมติชะลอการเซ็นสัญญากับมหาวิทยาลัยบูรพา มีสมมติฐานที่ว่าการทุจริตเรื่องการสอบทั้งหมดที่เกิดขึ้นวันนี้ เริ่มต้นและทำการเป็นระบบไม่แตกต่างจากองค์กรอาชญากรรมมาตั้งแต่สมัยเป็นรองนายกฯแล้วไทม์ไลน์สอบติดสินบน รมว.ดีอี 40 ล.นายรังสิมันต์ยังกล่าวถึงการตรวจสอบกรณีการเสนอสินบน 40 ล้านบาท เกี่ยวกับการปราบปรามเว็บไซต์การพนันออนไลน์ว่า มี 2 ประเด็นหลักคือ การติดสินบนรัฐมนตรีเรื่องไปถึง ป.ป.ช. ในส่วนของการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และประเด็นที่เว็บพนันจำนวน 4,000 เว็บเชื่อมไปยังนายคิว ผู้ถูกกล่าวหาว่าพยายามติดสินบนนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ผ่านทางผู้ช่วย สส.คนหนึ่ง วันนี้ได้ข้อเท็จจริงว่าการพูดคุยระหว่างผู้ช่วย สส.ที่ชื่อนายฉัตรมงคล รังสรรค์พันธุ์ ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. พรรค ภท. กับนายคิว เกิดขึ้นวันที่ 20 ก.ย.2568 ที่ร้านขายกระเบื้องแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นมีการประสานงานไปที่นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย วันที่ 25 ก.ย.2568 จากนั้นนายวรศิษฎ์ไปประสานงานกับนายไชยชนกในวันที่ 30 ก.ย.2568 ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นไทม์ไลน์ที่ชัดเจนมากขึ้น ยังไม่เคยมีการออกหมายเรียกตัวนายคิว หรือสอบปากคำใดๆทั้งสิ้นขู่งัดคำสั่งเรียก “ไชยชนก–วรศิษฎ์”นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เคยบอกว่าจะเรียกตัวนายคิวมา ปรากฏมีการทำหนังสือเชิญ และสอบปากคำนายคิวก่อนมาชี้แจงต่อ กมธ.ในวันนี้นายคิว ให้การปฏิเสธว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับที่มีการกล่าวหาโดยนายไชยชนก ตกลงแล้วเราไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงที่นายไชยชนกเอามาอภิปรายในที่ประชุมแล้วไปร้องทุกข์กล่าวโทษ เป็นข้อเท็จจริงที่มีมูลความจริงหรือไม่ เพราะตัวนายคิวก็ปฏิเสธ ทางกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) รวมถึงตำรวจสอบสวนกลางก็ไม่มีการดำเนินการอะไรกับนายคิวก่อนหน้านี้ มีความเป็นไปได้ว่านายไชยชนกจะเป็นการอภิปรายเท็จ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.68 ถ้าเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจริง ถ้าไม่ได้เป็นการอภิปรายเท็จและเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจริง แสดงว่าต้องมีผู้รับผิดชอบจากการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในฝั่งของตำรวจ หรือแม้กระทั่งกระทรวงดีอีก็ตาม มีความเป็นไปได้นายไชยชนกอาจเป็นผู้ให้ข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จต่อสภาฯ และอาจแจ้งความอันเป็นเท็จต่อกองปราบฯเช่นกัน กรรมาธิการเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 มีมติให้ออกคำสั่งเรียกนายไชยชนก และมีมติ 8 ต่อ 2 ใช้อำนาจเรียกนายวรศิษฎ์ มาชี้แจงในวันที่ 17 ก.ย. หากไม่มาเรามีกฎหมายรองรับทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 129 และ พ.ร.บ.ให้อำนาจเรียกแจงปิดไมค์ฝ่ายค้านพูดเกินเวลาน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงกรณีปิดไมค์นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ขณะอภิปรายร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่มีการสบถคำหยาบคายออกมาว่า ไม่อยากให้เป็นความขัดแย้ง เรื่องเกิดขึ้นขณะพิจารณา พ.ร.บ.อากาศสะอาด มี สส.ลงชื่ออภิปรายหลายคนทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตกลงกันให้อภิปรายคนละ 5 นาที หากอภิปรายเกินเวลาจะถูกปิดไมค์ทุกคน ประธานต้องควบคุมการประชุมให้ใช้วาจาสุภาพ รักษาเวลาเพื่อความเรียบร้อย ยืนยันเป็นเรื่องรักษาเวลาไม่ใช่เรื่องเนื้อหา ข้อบังคับกำหนดชัดเจนห้ามสมาชิกใช้คำไม่สุภาพ หากฝ่าฝืนประธานก็ให้ถอนคำพูด เนื่องจากมีการถ่ายทอดสด จะเป็นตัวอย่างไม่ดีกับเยาวชนและประชาชน“หนู” เมิน “สนธิ” ขู่ขนม็อบลงถนนที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดแถลงข่าววันที่ 7 ก.ย. เตรียมนำมวลชนลงถนนประกาศทวงคืนประเทศจากทุนเทาว่า ประเทศไทยและคนไทยไม่ได้ไปติดหนี้ใคร ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ต้องมีใครมาทวงคืน เมื่อถามว่าจะไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เป็นสิทธิของพี่น้องประชาชนทุกคนในการแสดงออกภายใต้รัฐธรรมนูญ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาอะไรชง กกต.เช็กเส้นเงิน “ไอซ์ รักชนก”ช่วงสายที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร ยื่นเรื่องต่อ กกต. ขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน บริจาคเงินเข้าพรรค 2 แสนบาท ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน และขอให้พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคประชาชน จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นไว้ระบุมีเงินฝากอยู่เพียง 170,000 บาท แต่มีหนี้สินกว่า 2 ล้านบาท เกิดคำถามว่าเงิน 2 แสนบาทดังกล่าวนำมาจากที่ใด และยอดเงินที่แจ้งไว้กับ ป.ป.ช. ระบุว่าบริจาคเงินเพียง 36,000 บาทเท่านั้น พบเพิ่มเติมว่า น.ส.รักชนกได้กู้ยืมเงินมาจากนายเขมชาติ ฉัตรตรัสตรัย สมาชิกพรรคประชาชน 4 แสนบาท ยังคงมีสถานะเป็นหนี้อยู่ ต่อมานายเขมชาติได้รับเลือกให้เป็นผู้สมัคร ส.ก. จึงตั้งข้อสังเกตว่ามีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหรือไม่ พรรคประชาชนจึงควรต้องรู้ว่าเป็นเงินที่ได้มาสุจริตหรือไม่ อาจนำไปสู่กระบวนการยุบพรรคประชาชนได้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่