ตั้งแต่ผมเขียนเรื่อง “ดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง” ที่สร้างติดกับ รพ.พระราม 9 ไปเมื่อต้นเดือน ก.ค. ก็เกิดกระแสตื่นตัวเรื่อง Data Center ใน กทม.เป็นอย่างมาก ครม.มีมติแต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” ขึ้นชุดหนึ่ง แต่จนบัดนี้ยังไม่มีมาตรการอะไรออกมา กระทรวงดิจิทัลฯ และ สส. ฝ่ายรัฐบาล ก็ยังไม่มีใครเสนอ “กฎหมายควบคุม Data Center” ต่อสภา คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิตคนกรุงโดยตรงก็เฉย ทั้งที่มีอำนาจออกเทศบัญญัติมาควบคุมอาคารที่อันตรายได้ การก่อสร้างอาคารแบบนี้เป็นที่รู้กันว่า ต้องมีใบอนุญาตพิเศษที่พิเศษจริงๆ ท่านผู้ว่าฯชัชชาติก็รู้ที่น่าตกใจก็คือ Data Center ในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแค่ที่เป็นข่าว แต่มีกระจุกตัวอยู่ใน กทม.อย่างหนาแน่นถึง 668 แห่ง นอกเหนือจากที่ BOI ให้การส่งเสริมการลงทุนโดยไม่ต้องเสียภาษีเงินได้อีก 42 แห่ง ทั้งที่ BOI ก็รู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีกฎหมายรองรับวันก่อน คุณศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้โพสต์เปิดเผยว่า มี Data Center แห่งหนึ่งในซอยรามคำแหง 28 มีการเก็บนํ้ามันดีเซลไว้สูงถึง 429,000 ลิตร เทียบเท่าปั๊มนํ้ามันขนาดใหญ่ 3–4 ปั๊ม แต่เอามายัดไว้ในอาคารเดียว Data Center ข้าง รพ.พระราม 9 ก็มีข่าวว่ามีการเก็บนํ้ามันดีเซลไว้เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน สำนักข่าวบีบีซีไทย ก็ไปทำข่าวสัมภาษณ์ชาวบ้านแถวนั้นว่าได้กลิ่นนํ้ามันเหมือนกัน ที่ตุนนํ้ามันไว้แค่ 4 แสนกว่าลิตร ก็เพื่อเลี่ยงกฎหมายไทยที่เลี่ยงกันง่าย ถ้ามีถึง 5 แสนลิตร จึงเข้าข่ายต้องแจ้งตามกฎหมายผู้สื่อข่าวไปถาม คุณสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ก็ได้รับคำตอบว่า การเก็บนํ้ามันเชื้อเพลิงเกิน 4 แสนลิตร แต่ไม่ถึง 5 แสนลิตร แม้ไม่เข้าข่าย “คลังนํ้ามัน” แต่จัดเป็น “สถานที่เก็บ” ซึ่งต้อง ขออนุญาตและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเข้มงวด และระบุว่า ยังมีดาต้าเซ็นเตอร์อีกหลายแห่งที่สำรองนํ้ามันในลักษณะเดียวกัน แสดงว่า Data Center มีการทำผิดกฎหมายชัดๆ แต่ภาครัฐไม่มีใครทำอะไรเลยได้แต่เป่าสากยิ่งผิดหวัง เมื่อ คุณศุภณัฐ เปิดเผยว่า กลุ่มทุนต่างชาติขนาดกลางและขนาดใหญ่ทยอยเข้ามาสร้าง Data Center ในพื้นที่เมืองชั้นใน กทม. กันอย่างต่อเนื่อง (ไม่รู้มี “จีนเทา” เข้ามาด้วยหรือไม่) ใช้ทั้งไฟฟ้า นํ้าประปา สายส่งสัญญาณ Fiber Optic ความเร็วสูง เพราะ ไทยยังไม่มีกฎหมายกำหนดอาคารประเภท Data Center จึงอาศัย “ช่องโหว่กฎหมาย” ยื่นขอสร้างเป็น “อาคารคลังสินค้า” ซึ่งสามารถ สร้างได้ในทุกพื้นที่ของ กทม. โดยไม่ติดกฎหมายผังเมือง แล้ว ดัดแปลงเป็น Data Center อาคารใหญ่ขนาดนี้เจ้าหน้าที่ กทม.จะบอกว่าไม่รู้ก็คงไม่ได้ เพราะชาวบ้านสร้างบ้านที่ไหน กทม.รู้หมดคุณศุภณัฐ ได้เรียกร้องให้ กทม.จัดทำ “ฐานข้อมูลอาคารเป็นสาธารณะ” (Public Data Base) เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ เพราะ กฎหมายควบคุมอาคาร เป็นช่องทางที่ มีการใช้เส้นสายและจ่ายเงินใต้โต๊ะสูงมากในระบบราชการ หากเปิดเผยทั้งหมดอาจพบผู้กระทำผิดจำนวนมาก พร้อมกับส่งหนังสือร้องเรียนถึง คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เรียกร้องให้จัดโซนนิ่ง Data Center บรรจุลงใน “ร่างผังเมือง กทม.ฉบับใหม่” ทันทีData Center มีมาตรฐาน 4 ระดับ คือ เทียร์ 1-2 เป็นระดับตํ่าสุด และ เทียร์ 3-4 เป็นระดับสูงสุดที่ใช้กับธุรกิจ Cloud, Telecom, Colocation, ธนาคาร, ระบบการเงิน ไปจนถึง Hyperscale ดาต้าเซ็นเตอร์ใน กทม. 600 กว่าแห่ง น่าจะเป็นเทียร์ 1-2 เป็นหลัก หรืออาจเป็น Data Center เก่าที่โละมาจากเมืองนอกก็ได้ ส่วนใหญ่ให้เช่าตั้งเซิร์ฟเวอร์จากต่างประเทศ เป็น Data Center ราคาถูก แต่ใช้ไฟฟ้านํ้าประปามหาศาล สิงคโปร์ไม่ให้ตั้งเด็ดขาด Data Center ในสิงคโปร์มีกฎหมายบังคับชัดเจน ต้องใช้มาตรฐานระบายความร้อนด้วยของเหลว (ไม่ให้ใช้นํ้าเพราะสิงคโปร์มีนํ้าจำกัด) และต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่แบบไทยๆ ถ้ารัฐบาลสีนํ้าเงินจะออก “กฎหมาย Data Center” ผมขอแนะนำให้ “ลอกกฎหมายสิงคโปร์” มาใช้เลย ประเทศไทยจะได้เจริญขึ้นบ้าง.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม