นี่แหละ...ระบอบ “สีน้ำเงิน” นี่กรณีฮั้ว สว.ซึ่งเป็นกลไกอย่างหนึ่ง แม้จะมีการแฉหลักฐานข้อมูลที่แสดงถึงความไม่ปกติ ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากมีเกราะป้องกันยิ่งกว่าไข่ในหินเนื่องจากโครงสร้างของระบอบนี้มีกลไกที่ครอบคลุมอำนาจจนสามารถกินรวบประเทศนี้เอาไว้ทุกด้านแบบไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรแต่มีความแข็งแกร่งในท่วงทำนอง นั่นคืออำนาจที่ทับซ้อนจนสามารถเกื้อหนุนกัน ได้หมดสังคมกำลังรอลุ้นว่าที่สุดแล้วจะจบลงอย่างไร?หากจัดการไม่ได้ ระบอบนี้ก็จะดำรงอยู่ต่อไปหากจบไม่ดี รัฐบาลชุดนี้ก็จบเหมือนกันจึงไม่แปลกที่ได้เห็นการต่อสู้แบบมาไม้ไหนไปไม้นั้น ไม่มีลดลาวาศอก จึงทันกันหมดเพื่อตอบโต้และหาความชอบธรรมขนาดนายกรัฐมนตรียังเล่นด้วยทุกกระบวนท่าเพราะหากแพ้ก็จบด้วยล่าสุด กกต.ประกาศแล้วว่า วันที่ 14 ก.ย.69 จะนัดประชุมเพื่อถกเรื่องนี้ แล้วลงมติว่า 229 คน ที่ถูกข้อกล่าวหาฮั้ว สว.นั้นมีความผิดหรือไม่?ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะชี้ผลลัพธ์สุดท้ายว่าเรื่องนี้ จะลงเอยอย่างไร จะมีความผิดหรือไม่ ถ้าผิดจะผิดกี่คน มีใครบ้างจะแค่ปลาซิวปลาสร้อยที่ติดเบ็ดหรือตัวใหญ่ที่ดิ้นอยู่ในข้องไม่ว่าผลจะออกด้านไหนล้วนส่งผลกระทบตามมาแน่1.ถ้าผิดก็จะส่งให้ศาลพิจารณา อยู่ที่ว่าใครจะโดนบ้าง หากแค่ตัวเล็กๆก็จะมีความเคลื่อนไหวต่อเพื่อสาวให้ถึงตัวใหญ่2.ถ้าไม่ผิดรอดทุกคน บ้านเมืองลุกเป็นไฟแน่!ที่แน่ๆคือ กกต.ที่มิอาจหนีความรับผิดชอบได้ ดีไม่ดีอาจถึง “คุก” ได้ เนื่องจากมีส่วนรับผิดชอบ แต่ไม่ดำเนินการ ให้เป็นไปตามกฎหมายคงยังจำกันได้กับคำว่า “กกต.ก็ของเรา” ที่ช่วยเหลือผู้กระทำผิดจนติดคุกกันมาแล้ว หรือว่าจะได้เห็นกันอีกก็ดี หากตนมีหน้าที่แต่ไม่รับผิดชอบก็ต้องถูกลงโทษแต่อีกมุมหนึ่งคือ หากมีคนผิดระดับแกนนำรัฐบาลคงทำให้การเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอนรัฐบาลคงอยู่ไม่ได้พรรคการเมืองอาจจะถูก “ยุบ”นี่เป็นวิถีทางที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากกระทำความผิดร้ายแรงก็ต้องถูกลงโทษให้สมกับความผิดที่สำคัญก็คือทำให้ระบบการเมืองเสียหายทำให้อำนาจการเมืองไม่สมดุลเป็นความได้เปรียบที่ได้มาจากการฉ้อฉลอย่าได้คิดทำเป็นอันขาด!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม