คุณสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยผลการดำเนินงานของ บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ครึ่งปีแรก 2569 จำนวน 800 บริษัท จากทั้งหมด 839 บริษัท คิดเป็น 95% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินงวด 30 มิถุนายน 2569 ทั้งตลาด SET และ mai มีบริษัทจดทะเบียนที่รายงานกำไรสุทธิ 592 บริษัท คิดเป็น 74% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด สะท้อนถึงการฟื้นตัวในวงกว้าง โดยเฉพาะไตรมาส 2 ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นเกือบทุกหมวดธุรกิจ ส่งผลให้ภาพรวมของครึ่งปีแรกเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เซอร์ไพรส์คือ กำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นถึง 64.5% เลยทีเดียวครึ่งปีแรก บจ.ใน SET มียอดขายรวมกว่า 8.75 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) รวม 952,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 64.5% และมีกำไรสุทธิรวม 765,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.2% ความสามารถในการทำกำไรของ บจ.ก็ปรับตัวดีขึ้น อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit Margin) เพิ่มขึ้นเป็น 10.9% จาก 7.1% ปีก่อน ด้านฐานะการเงินของบริษัทจดทะเบียนก็มีความมั่นคงขึ้น มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงินอยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.30 เท่าของไตรมาส 2 ปีก่อนบจ.ขนาดเล็กใน mai ครึ่งปีแรกก็เติบโตทั้งยอดขายและกำไร มียอดขายรวม 108,868 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% มีกำไรจากการดำเนินงาน 8,432 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.5% และมีกำไรสุทธิรวม 4,774 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 17.1% จากปีก่อนคุณสรวิศ กล่าวว่า เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาส 2/2569 เป็นแรงหนุนให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในครึ่งปีแรกเติบโตเกือบทุกหมวดธุรกิจ โดย กลุ่มปิโตรเคมี มีผลการดำเนินงานและอัตรากำไรสูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจทั่วไปก็เติบโตเช่นกัน กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ ได้แรงหนุนจากการขยายตัวด้านดิจิทัล ส่วนกลุ่มธุรกิจบริการเติบโตตามภาคการท่องเที่ยวและการอุปโภคบริโภค แต่มีบางธุรกิจที่เผชิญแรงกดดัน เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย กลุ่มอาหารและสินค้าเกษตร ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับตัวลดลงสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ก็รายงานว่า ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนดีที่สุดในอาเซียน แต่ครึ่งปีแรกกลับมีบริษัท IPO เข้า SET เพียงบริษัทเดียวเท่านั้นคือ UNIX บริษัทยูนิคพลาสติค อินดัสทรี เป็นบริษัทขนาดเล็ก แต่ครึ่งปีหลังมีข่าวว่าจะมี IPO อีก 10 บริษัท ใหญ่ที่สุด คือ บริษัทไทยน้ำทิพย์ ผู้ผลิตและจำหน่ายโคคาโคลาและน้ำทิพย์คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯก็เปิดเผยถึงการพูดคุยกับนักลงทุนในงาน Thailand Focus 2026 ว่า ความสนใจของต่างชาติเริ่มกลับมา แต่มีคำถามสำคัญคือ ตลาดทุนไทยจะมี “สินทรัพย์ใหม่” อะไรมารองรับเม็ดเงินลงทุน เพราะโครงสร้างตลาดหุ้นไทยปัจจุบันยังมีบริษัทเทคโนโลยี และ New Economy ขนาดใหญ่จำกัด โจทย์ที่รัฐบาลและตลาดหลักทรัพย์ต้องร่วมกันผลักดันคือ การเชื่อม “คลื่นการลงทุน” เข้ากับ “ตลาดหุ้นไทย” ผ่านแนวทาง “BOI to IPO” ดึงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและธุรกิจ New Economy ให้เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ผ่านมา ไทยแจกบัตร BOI ยกเว้นภาษีเงินได้ไปฟรีๆ ไม่รู้กี่ล้านล้านบาท โดยประเทศไทยและคนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI ก็คุยว่า ครึ่งปีแรกมีบริษัทต่างชาติมาขอ BOI แล้วกว่า 1.47 ล้านล้านบาท มีการลงทุนจริงกว่า 530,000 ล้านบาท ฟังดูหรูมาก แต่ไม่มีบริษัทไหนแสดงความสนใจ IPO เลยผมคิดว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนแบบไทยๆ ที่แจกภาษีเงินได้ฟรีๆ หวังสร้างตัวเลข BOI มากๆ ควรปฏิรูปใหญ่เสียที ต้องมีเงื่อนไขให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับประเทศไทยและคนไทยบ้าง แนวทาง “BOI to IPO” ที่ คุณอัสสเดช นำเสนอนั้น ผมเห็นว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด เมื่อบริษัทต่างชาติได้ผลประโยชน์ภาษีไปมากมาย ก็ควรจะให้มีรายได้ตกถึงมือคนไทยบ้าง ไม่ใช่เอาไปทั้งหมด.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม