ความเชื่อศรัทธาแต่โบราณนานมาพบความจริงข้อหนึ่งที่ว่า...ผืนแผ่นดินไทยทุกตารางนิ้วไม่ได้ถูกปล่อยให้ถูกทิ้งร้างว่างเปล่าไร้ผู้ดูแล หากแต่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนโบราณเรียกว่า “เทพารักษ์” หรือ “เทวดาอารักษ์” ทำหน้าที่ปักหลักยืนยง คอยปกป้องคุ้มครองผู้คนในแต่ละท้องถิ่นมาอย่างยาวนานความน่าสนใจคือ เทพารักษ์เหล่านี้ไม่ได้ลอยลงมาจากสรวงสวรรค์อย่างไร้ที่มา หากแต่ถูกหล่อหลอมขึ้นจาก...ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ และ จิตวิญญาณ ของคนในแต่ละภูมิภาค...จนกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจที่แยกไม่ออกจากวิถีชีวิต เริ่มต้นกันที่ลุ่มน้ำโขงภาคอีสาน สายน้ำแห่งศรัทธาที่ผูกพันกับ “พญานาค” ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ในตำนานปรัมปรา แต่มีสถานะเป็นเทพารักษ์ผู้ถือกุญแจแห่งความอุดมสมบูรณ์...ครั้นลงใต้สู่คาบสมุทรด้ามขวาน ที่ซึ่งเกียรติและศรัทธาดังก้องไปทั่วสารทิศกับ “ท้าวจตุคามรามเทพ” เทพผู้พิทักษ์องค์พระบรมธาตุเจดีย์ฯขยับขึ้นสู่ขุนเขาแห่งล้านนา ภาคเหนือมีความเชื่อเรื่อง “เสื้อเมือง” และเทวดารักษาประตูเมืองอย่างแน่นแฟ้น ดังตำนานยักษ์กุมภัณฑ์ 2 ตน ที่นำเสาอินทขีลมาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงใหม่เพื่อปกป้องบ้านเมืองจากภัยอันตราย ในอดีตยามที่บ้านเมืองเผชิญศึกสงครามหรือภัยแล้ง เจ้าหลวงเชียงใหม่จะทำพิธีบูชาเสาอินทขีลและฟ้อนผีเสื้อเมือง เพื่อให้เทวดาที่สถิตตามดอยหลวงแผ่บารมีขับไล่สิ่งชั่วร้ายและทำให้ข้าศึกปั่นป่วนจนต้องถอยทัพไปขณะที่ฝั่งภาคตะวันออก ชายฝั่งทะเลชลบุรีมีตำนานรักอมตะของ “เจ้าพ่อเขาสามมุข” ที่แปรเปลี่ยนจากโศกนาฏกรรมความรักของ “แสน” และ “สามมุข” มาเป็นเทพารักษ์ผู้คุ้มครองชาวเรือในอดีตยามที่ชาวประมงต้องเผชิญมรสุมกลางทะเลคลั่ง มักมีเรื่องเล่าขานว่ามองเห็นหญิงสาวในชุดขาวมาโบกผ้าสไบอยู่บนยอดเขาเพื่อชี้ทางหรือช่วยประคับประคองเรือให้รอดพ้นจากโขดหินโสโครก จนกลายเป็นธรรมเนียมการนำ “ว่าวแฝด” มาแก้บนในปัจจุบัน ไล่เลาะล่องลงมาแถบภาคกลางตอนล่างอย่างสมุทรสาครและสมุทรสงคราม ก็มีร่องรอยความศรัทธาต่อดวงวิญญาณวีรบุรุษผู้รักษาลุ่มน้ำและป่าชายเลน เช่น ศาลเจ้าพ่อพันท้ายนรสิงห์และเจ้าพ่อสำเร็จ ที่ชาวเรือมักจุดธูปอัญเชิญให้ช่วยบังคลื่นลมยามออกทะเลเมื่อมองภาพรวมทั้งหมดขึ้นไปจนถึงระดับศูนย์กลางของประเทศอย่าง “พระสยาม เทวาธิราช” ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงโปรดเกล้าฯให้สถาปนาขึ้นในยามที่สยามเผชิญวิกฤติล่าอาณานิคม หรือแม้แต่เทพารักษ์ประจำเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ ทั้งพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อเจตคุปต์ และ เจ้าพ่อหอกลอง สิ่งเหล่านี้ล้วนตอกย้ำว่า ความเชื่อเรื่องเทพารักษ์ไม่ใช่เพียงเรื่องงมงาย หากแต่เป็นกุศโลบายทางสังคมและจิตวิทยาที่ยอดเยี่ยม ท้ายที่สุดแล้ว ตำนานเทพารักษ์ในทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นพญานาคแห่งลุ่มน้ำโขง, จตุคามรามเทพแห่งทะเลใต้, เสื้อเมืองล้านนา หรือเจ้าพ่อเขาสามมุข ล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือการแปลง “ความรักและความผูกพันต่อผืนแผ่นดิน” ให้กลายเป็นพลังใจอันยิ่งใหญ่...เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้ผู้คนในท้องถิ่นมีความสามัคคี มีความกตัญญูต่อธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นเครื่องเตือนสติให้มนุษย์เราประพฤติอยู่ในความดีงาม เพื่อให้แผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นี้ร่มเย็นเป็นสุขสืบไปนอกจากบทบาท “เทพารักษ์” ในฐานะผู้ปกป้องคุ้มครองศูนย์รวมจิตใจคนในแต่ละท้องถิ่นแล้ว อีกหนึ่งมิติที่อยู่คู่กับความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำแผ่นดินไทยมาทุกยุคทุกสมัย นั่นก็คือ “ความอาญาสิทธิ์”คติความเชื่อโบราณของไทยไม่เคยแยกเรื่องบ้านเมืองออกจากคุณธรรม ศีลธรรม และความกตัญญูต่อผืนแผ่นดินที่อยู่อาศัย แผ่นดินไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทำมาหากิน แต่มี “เจ้าของ” มีเทวดาอารักษ์ และมีดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่ปกปักรักษาอยู่เบื้องหลัง ทำให้เกิดสัจธรรมที่คนโบราณยึดถือกันมาอย่างเหนียวแน่นว่า...ใครก็ตามที่คิดร้าย ทรยศ คดโกง หรือทำลายแผ่นดินที่ตนอาศัยอยู่ สุดท้ายแล้วจะต้องมีภัยถึงตัวและพบจุดจบที่ไม่สวยงามเสมอ หากย้อนดูตามหน้าประวัติศาสตร์และตำนานท้องถิ่น ร่องรอยความศักดิ์สิทธิ์นี้ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ อย่างในสมัยสุโขทัย ศิลาจารึกได้บันทึกถึงความเชื่อเรื่อง “พระขพุงผี” เทพารักษ์ผู้สถิตบนเขาหลวง ซึ่งผู้ปกครองในอดีตยึดถือเป็นบรรทัดฐานว่า หากเจ้าเมืองหรือผู้มีอำนาจ “ไหว้ดีพลีถูก” ปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรม บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรือง แต่ในทางกลับกัน หากใครคิดคดทรยศหรือสร้างความเดือดร้อนแก่แผ่นดิน อำนาจศักดิ์สิทธิ์นั้นก็จะบันดาลให้บ้านเมืองล่มสลายและตัวผู้กระทำต้องพินาศตามไปด้วยแม้แต่ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของศาลหลักเมือง ซึ่งเป็นที่สถิตของเทวดาผู้พิทักษ์อย่าง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และเทพารักษ์ทั้งหลาย ก็ทำหน้าที่เป็นดั่งตาข่ายคอยสอดส่องความประพฤติของผู้มีอำนาจและคนใน...“บ้านเมือง ผู้ใดที่คิดคดทรยศต่อแผ่นดินหรือบ้านเมือง มักจะมีอันเป็นไปหรือพบกับความวิบัติในหน้าที่การงานและชีวิตอย่างน่าอัศจรรย์”“กฎหมายบ้านเมือง” อาจมีช่องโหว่ให้หลบหนีได้ แต่ “กฎแห่งกรรม” และ “อาญาสิทธิ์แห่งผืนแผ่นดิน” นั้นไม่มีวันละเว้นใคร เพราะสุดท้ายแล้ว แผ่นดินย่อมปกป้องคนที่รักและซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน และพร้อมจะลงทัณฑ์ผู้ที่คิดร้ายทำลายบ้านเกิด เมืองนอนเสมอ“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.รัก–ยมคลิกอ่านคอลัมน์ “เหนือฟ้าใต้บาดาล” เพิ่มเติม