สัปดาห์ที่ผ่านมา โลกปั่นป่วนอีกแล้ว!! เมื่อสหรัฐฯประกาศอัตราภาษีใหม่ที่จะจัดเก็บกับสินค้านำเข้าจากคู่ค้าทั่วโลกแบบเจาะจงเป็นรายประเทศ รายสินค้า ภายใต้มาตรา 301 กฎหมายการค้า หลังการเก็บทุกประเทศเท่ากันที่ 10% ภายใต้มาตรา 122 สิ้นสุดวันที่ 24 ก.ค.69โดยเก็บภาษีจาก 60 ประเทศที่ “ไม่มีกฎหมาย หรือไม่ห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ” อัตรา 10% และ 12.5% ทั้งแบบที่รวมภาษีนำเข้าปกติ (MFN) แล้ว และแบบที่เก็บเพิ่มจาก MFNประเทศไทยถูกเก็บ 12.5% เพิ่มเติมจากภาษี MFN หมายความว่า หากปัจจุบัน สินค้า A ที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เสียภาษีนำเข้า 3% เมื่อรวมกับอีก 12.5% ก็เท่ากับ 15.5%อย่างไรก็ตาม “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ย้ำว่า ภาษี 12.5% ไม่ใช่อัตราสุดท้ายสำหรับไทย เพราะสหรัฐฯยังอยู่ระหว่างไต่สวนไทยตามมาตรา 301 อีก1 ข้อกล่าวหา คือ มีกำลังการผลิตส่วนเกิน ใน 3 อุตสาหกรรม คือ ยานยนต์และชิ้นส่วน ยางและผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังไม่เสร็จ และยังไม่รู้จะจัดเก็บเพิ่มเติมอีกเท่าไรหากไทยยอมรับ “ข้อเสนอ” สหรัฐฯภายใต้ความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย– สหรัฐฯ (ART) เหมือนที่เพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ยอมรับและยอมลงนาม ใน ART ไปแล้ว ภาษีที่จะเก็บจากไทยน่าจะต่ำ แต่ถ้าไทยไม่ยอมรับ คงถูกเก็บอัตราสูงแน่นอนแต่ “นางศุภจี” ย้ำชัดเจนว่าจะพยายามเจรจาให้ภาษีภายใต้ 301 ที่สหรัฐฯกล่าวหาไทยทั้ง 2 ประเด็นรวมกันได้ใกล้เคียงคู่แข่ง และไม่สูงเกินภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) 19% ที่เป็นโมฆะไปแล้วพร้อมกับเจรจาขอเพิ่มรายการสินค้าที่สหรัฐฯยกเว้นเก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 จากปัจจุบันที่ยกเว้นให้สินค้าไทย 2,120 รายการ คิดเป็น 62% ของมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯกว่า 56,000 ล้านเหรียญนอกจากนี้ “นางศุภจี” ยังยืนยันจุดยืนของไทยว่า การเจรจา ART มีหลาย “ข้อเสนอ” ของสหรัฐฯ ที่ไทยยอมรับแล้ว แต่มี 3 “เส้นแดง” ที่ไม่ยอมรับแน่นอน เพราะเกี่ยวข้องกับ “คุณภาพชีวิต และสิทธิประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนไทย”หนึ่งในนั้น คือ ไม่นำเข้าหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง เพราะ “ไทยมีกฎหมายห้ามใช้ และห้ามพบปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์หมูในท้องตลาด” ซึ่งไทยจะไม่แก้ไขกฎหมายแน่นอน ส่วนที่เหลือเกี่ยวข้องกับความมั่นคงในบางประเด็นแต่ไทยยังคงมุ่งมั่น “ลดขาดดุลการค้า” ของสหรัฐฯ โดยจะนำเข้าสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบิน รวมถึงเพิ่มการลงทุนของเอกชนไทยในสหรัฐฯ ไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านเหรียญ รวมเป็นกว่า 24,000 ล้านเหรียญ พร้อมลด/เลิกอุปสรรคทางการค้า การลงทุนให้ได้มากที่สุด“สิ่งที่เราให้ได้ เราไม่ได้เอาอะไรไปแลก แต่เป็นการทำเรื่องอื่นเพื่อให้เกิดประโยชน์กับเขา และขอให้สหรัฐฯกลับมาเจรจาทางเทคนิคโดยเร็ว เราพร้อมจบทุกวัน ถ้าช้า ประโยชน์ ที่จะได้จากไทยก็จะล่าช้าไปด้วย” นางศุภจีกล่าวทิ้งท้าย.ฟันนี่เอสคลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม