ยืนยันต้องการ…หยุดระบอบสีน้ำเงิน แต่ไม่ได้คิดพลีชีพ กลัวตายเหมือนกัน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ออกตัวโดยปฏิเสธ หลังถูกตั้งคำถามที่ได้รวบรวมขบวนการโกงเลือก สว.โดยมีข้อมูลเด็ดพาดพิง 9 แกนนำพรรคการเมืองใหญ่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.นับเป็นการตัดสินใจพลีชีพเพื่อหยุด “ระบอบสีน้ำเงิน”ทั้งหมดทำไปตามหน้าที่ในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง และหน้าที่ของ iLaw ที่ติดตามกรณีนี้มาตลอด พร้อมตั้งคำถามว่า ถ้าไม่ทำแล้วตัวเองยืนดูทุกอย่างให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร สิ่งที่ทำไม่ได้ตั้งใจกล่าวหาใครโกง แต่ในเมื่อมีข้อมูลหลักฐาน จึงต้องการเร่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีทุกอย่างอยู่ในกำมือแล้วขณะเดียวกันในเมื่อมีฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน แต่มี สส.บางท่านที่เคลื่อนไหวตรวจสอบขบวนการฮั้ว สว.เยอะหน่อย โดยเฉพาะนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) จึงนำข้อมูลที่มีอยู่ในสาธารณะ หลายประเด็นพูดกันมา 2 ปีจนเบื่อแล้ว ไปยื่นให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบเพิ่มไม่ได้รู้สึกว่า iLaw ออกมาแฉขบวนการ ขบวนการมันใหญ่กว่านั้นมาก ไม่ได้พูดเรื่องใหม่แบบไม่เคยมีใครรู้มาก่อน เรามีหน้าที่ไปกระตุ้นให้ฝ่ายค้านทำงาน กระตุ้น กกต.ต้องสั่งฟ้อง แต่กลับเป็นประเด็นที่สังคมสนใจคงสถานการณ์ใกล้สุกงอม พอนำหลักฐานเดิมๆเพิ่มข้อมูลใหม่อีกนิดขับเคลื่อนอีกครั้ง กลับมีพลังมาก นายยิ่งชีพ บอกว่า เป็นไปได้ ขอยืนยันได้ทำหน้าที่เพียงเรียบเรียงข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นระบบ เพื่อยื่นให้ฝ่ายค้านตรวจสอบว่าข้อมูลเหล่านี้จริงหรือไม่ ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่จริงก็ไม่จริงตรวจสอบแล้วจริงต้องเอารัฐบาลออกให้ได้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 กกต. (คณะไต่สวนชุด 26) สรุปผลคดีฮั้ว สว. ชี้มูลผู้กระทำผิด 229 คน ตามหลักฐานที่มี อาทิ โพย ความสัมพันธ์เชิงเครือข่าย รูปแบบการลงคะแนนผิดธรรมชาติ มีน้ำหนักที่ กกต.เคาะฟ้องต่อศาลฎีกาอย่างไร นายยิ่งชีพ บอกว่า ไม่ทราบคณะไต่สวนชุด 26 ในมือมีอะไรบ้างแต่หลายท่านที่เปิดหลักฐานต่อสาธารณะและมาให้ข้อมูลกับผม เป็นพยานที่ไปให้การกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ กกต. แถมได้คุยกับพยาน 300-400 ปาก รวมถึงพูดคุยกับผู้สมัครที่ไม่เลือกตัวเอง“มั่นใจว่าหลักฐานกล้องวงจรปิดในโรงแรมที่ไปนั่งทำโพยอย่างละเอียด เส้นทางการเงินอยู่ในมือดีเอสไอ ที่ตอนนี้อยู่ในมือ กกต.ถ้า กกต.ส่งศาลฎีกา ในวันสืบพยาน ศาลอาจเปิดให้เข้าไปดูได้ คราวนี้รู้เช่นเห็นชาติกันหมด แต่ถ้าอยากทำให้เรื่องเงียบหายไป หลักฐานไม่ต้องเปิดเผย กกต.อาจสั่งไม่ฟ้อง มันปิดจบไปเลย”พฤติการณ์ทั้งหมดร้อยรัดทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ iLaw แย้มออกมา อาทิ โพยคะแนน ความสัมพันธ์ของขบวนการ ทำให้เห็นว่ามันทำเป็นขบวนการใหญ่มากถึง 229 คน นายยิ่งชีพ บอกให้เห็นถึงแพตเทิร์นการโหวตรอบระดับประเทศ พอเปิดบัตรออกมาแต่ละใบ หมายเลขเรียงตรงกันเป๊ะๆหลายใบซึ่งในรอบเลือกในกลุ่มตัวเองมีผู้สมัคร สว. 154 คน โดยบัตร 1 ใบมี 10 หมายเลข ผู้สมัคร สว.มีจำนวน 154 คน คำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ โอกาสที่จะบังเอิญที่บัตร 2 ใบเรียงเลขได้เหมือนกัน สมมติใจตรงกันอยากเลือกคนนี้แล้วเรียงแบบเดียวกัน โอกาสที่จะตรงกันคือ 1 ใน 5,000 ล้านล้านล้าน ยากกว่าถูกรางวัลที่ 1 หลายเท่าแต่สิ่งที่เกิดขึ้น มันตรงกัน 10 ใบ ไม่ตรงกันแค่ 2 ใบ ฉะนั้นเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สุดว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะบังเอิญหรือเกิดจากผู้สมัครได้รับเลือก เพราะมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักส่วนหลักฐานในวันเลือก กกต.เตรียมกระดาษติ๊กคะแนนว่าใครได้คะแนนเท่าไหร่ กระดาษขีดนับคะแนนสูงสุด คือ 50 คะแนนต่อแผ่น สอดรับกับสัดส่วนการโหวต คนที่ชนะได้ราว 25-30 คะแนนเป็น สว.แน่นอนเกิดปรากฏการณ์คะแนนล้นกระดานทุกกลุ่ม (มี 20 กลุ่มสาขาอาชีพ) กกต.ต้องเอากระดาษแผ่นที่ 2 มาต่อเพิ่มรองรับคะแนนเกินกว่าปกติที่จะยอมรับได้ เฉลี่ย 60-70 คะแนน โดยมีเบอร์ 1 หมอชื่อดังได้ 79 คะแนน เกือบเต็ม 2 กระดาษ“ความแปลกผิดปกติเชิงสถิติทุกกลุ่มมีพวกล้นกระดาษ 6 คนเท่ากันเป๊ะ กาเหมือนกัน บัตรออกมาอ่านหมายเลขเหมือนกันหมด ข้อมูลตรงนี้ทุกคนเห็นกันตั้งแต่วันเลือก สว.ถ้าผมเป็น กกต.ที่บริสุทธิ์ใจนั่งอยู่ตรงนั้น ต้องสั่งไม่รับรองผลการเลือก ผมจะสั่งผู้สมัครทุกคนห้ามกลับบ้านเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงที่มันอยู่ในห้องนั้นแต่ กกต.ปล่อยทุกคนกลับบ้าน เสร็จอีก 3 วันต่อมา รับรองผลการเลือก สว. ทั้งที่พฤติการณ์ในวันนั้นชี้ให้เห็นถึงขบวนการนี้มันมีอิทธิพลใหญ่โตสูงมาก”หลักฐานที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไปทิศทางเดียวกัน มันมีปัจจัยอะไรบ้างที่ กกต.ส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. 229 คน ส่งศาลฎีกา นายยิ่งชีพ บอกว่า ขอตั้งข้อสังเกตเกิดจากปัจจัยเดียวคือ กกต.ไม่มีความเป็นกลางขอตั้งสมมติฐานแบบนี้ ถ้า กกต.จะฟ้องก็ยินดี ที่มาก็ไม่เป็นอิสระ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 60 และกฎหมายลูกว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดให้ กกต.ส่งฟ้อง แต่ กกต. 4 ใน 7 ที่มีไทม์ไลน์หมดวาระมาจากการเลือกของ สว. ซึ่ง กกต. 4 คน บางคนเป็นผู้พิพากษาเก่า แอบหวังว่ายังมีศักดิ์ศรีในวิชาชีพอยู่บ้างแต่มี กกต.บางคนที่มีประวัติแนบชิดกับรัฐมนตรีของพรรคการเมืองใหญ่ในตอนที่เป็นอธิบดี คงยากที่สั่งคดีนี้ให้เป็นธรรมขอฟันธง กกต.ไม่เป็นอิสระ ไม่เป็นกลางเป็นอิสระจริงต้องทำตามอำนาจตั้งนานแล้วสังคมตั้งข้อสังเกต กกต.รออะไร ทั้งที่หลักฐานฮั้ว สว.ชัดยิ่งกว่าชัดสามารถเคาะส่งศาลฎีกาโดยไม่ต้องรอตามกรอบเวลาถึงสิ้นเดือน ส.ค. นายยิ่งชีพ บอกว่า ขอยกเครดิตให้ดีเอสไอที่เข้าไปเร่งหลังมีพยานหลักฐานทุกอย่าง กกต.ก็เสียหน้า เลยเอาหลักฐานมาดู คดีถึงเดินมาได้ถึงตอนนี้ นาทีนี้ใกล้เดดไลน์ที่ กกต.กำหนดเอง“ความจริงต้องสั่งฟ้องตั้งแต่ปี 68 ไม่ต้องใช้เวลาเยอะขนาดนี้ ลำพังหลักฐานที่ปรากฏในวันเลือก สว.ระดับประเทศ กกต.ต้องเห็นตั้งแต่วันนั้นแล้วแต่กลับขอเดินตามกรอบเวลาเต็มแม็กซ์ ทำให้อืดอาดจนถึงปัจจุบัน พอถึงเดือน พ.ค.69 น่าจะส่งฟ้อง ท่ามกลางกระแสจะเป่าหมด ยกหมด สุดท้ายขอเวลาพิจารณา 12 สัปดาห์เคลื่อนไหวแบบนี้ตีความไม่ออก ตามความเข้าใจเชื่อว่ามีธง ฉะนั้นกรอบเวลา 12 สัปดาห์ถึงรู้สึกแปลกใจ ชวนสงสัยเป็นห่วงเวลาดีลทางการเมืองจะออกหน้าไหน”คดี 229 คน ตามข้อเท็จจริงและ ข้อกฎหมายต้องส่งฟ้องหมด แต่ กกต.เดินตามกรอบเวลาเต็มแม็กซ์ บนกระแสเป่าคดี หรือสอยเฉพาะ สว.ในกลุ่มที่มี สว.สำรองอยู่ในเครือข่าย เพื่อให้ขยับลำดับขึ้นไปหรือไม่ส่งฟ้อง แต่ไม่เอาหัวขบวนฮั้ว สว.ที่เป็นนักการเมือง นายยิ่งชีพ บอกว่า ประชาชนก็จะเชื่อมั่นว่า “เที่ยงธรรมได้ลำบาก”กรณี กกต.ไม่ส่งฟ้อง ปล่อย สว. 138 คน ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อ จะส่งผลสั่นคลอนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างไร นายยิ่งชีพ บอกว่า มิติแรกการออกกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและปากท้องของประชาชน เช่น เสนอแก้กฎหมายประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ที่ สส.ไม่กล้าเสนอ กลัวประชาชนไม่เลือก สว.ถึงออกหน้าแทนมิติสอง รัฐธรรมนูญ การแก้กติกาหรือเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลประชามติ ต้องได้เสียง สว. 1 ใน 3 คือ 67 คน เจอขวางอยู่อย่างนั้น จนกว่าข้อเสนอเป็นที่พอใจของสีน้ำเงินถึงโหวตให้และมิติสาม การเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ยิ่งอยู่นาน ยิ่งมีเวลาเลือกคนเข้าไป คงไม่เกินไปถ้าจะใช้คำว่า “ยึดประเทศ”ถอดรหัสโครงสร้างฮั้ว สว. สว.เลือกคนเข้าไปเป็นกรรมการองค์กรต่างๆ จนถูกมองว่า “ระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ” นายยิ่งชีพ บอกว่า ระบอบน้ำเงินเกิดขึ้นตาม สว.ซึ่งตามรัฐธรรมนูญวางอำนาจให้ สว.ล้นหลามใครควบคุม สว.ได้ เหมือนยึดประเทศไทยได้ก็สถาปนาระบอบการปกครองขึ้นมาใหม่ทำให้การตรวจสอบอำนาจรัฐเสียหายหมด.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม