เฮลั่นเมืองคอน เมื่อ “ยูเนสโก” มีมติเป็นเอกฉันท์ประกาศขึ้นทะเบียน “วัดพระมหาธาตุ นครศรีธรรมราช” เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ถือเป็นแห่งแรกของภาคใต้ และลำดับที่ 9 ของประเทศ ด้วยทรงคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล ในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาระดับภูมิภาคในช่วงศตวรรษที่ 8 สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ วธ.ร่วมจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ แสดงรำมโนราห์บูชาพระธาตุ จากนางรำ 1 พันคน ส่วนกลุ่มผู้บุกเบิกผลักดันขึ้นเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2538 พร้อมใจบวชถวายเป็นพุทธบูชา ขณะที่เจ้าอาวาสวัดร่วมยินดี พร้อมเปิดพื้นที่ต้อนรับผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาสักการะพระบรมธาตุ แต่ยังกังวลการจัดการขยะ จำนวนห้องน้ำมีน้อย เตรียมหารือคณะกรรมการวัดและจังหวัด หาแนวทางดูแลความสะอาด จัดสร้างห้องน้ำเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบระบบไฟฟ้าที่มีความเสี่ยงลัดวงจรที่นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 25 ก.ค. เวลา 16.55 น. ตามเวลาท้องถิ่น เร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง มีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 48 เพื่อประกาศผลพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกแหล่งใหม่ มีนายอี บยองฮยอน ประธานคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 48 เป็นประธานการประชุม และหนึ่งในวาระ สำคัญคือการพิจารณาวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช ของประเทศไทย สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงปารีส และผู้แทนถาวรไทยประจำยูเนสโก น.ส.ขนิษฐา โชติกวณิชย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร เข้าร่วมการประชุมหลังจากเจ้าหน้าที่จากสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) กล่าวต่อที่ประชุมถึง ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของวัดพระมหาธาตุฯ จ.นครศรีธรรมราช โดยระบุว่า วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ ประวัติศาสตร์ของอาณาจักรตามพรลิงค์ ซึ่งรุ่งเรืองมานานกว่า 1,500 ปี เป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเล รวมถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างคาบ สมุทรอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมี ลักษณะทางสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึง ยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและสถานที่ประกอบศาสนกิจของประชาชนสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันจากนั้น ประธานคณะกรรมการฯได้สอบถามความเห็นจากคณะกรรมการก่อนประกาศมติเห็นชอบ เป็นเอกฉันท์ให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรี ธรรมราช ของประเทศไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) พร้อมทั้งกล่าวแสดงความยินดีต่อประเทศไทย ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมฝ่ายไทยต่างส่งเสียงเฮลั่นด้วยความดีใจและผู้ร่วมงานได้ปรบมือเสียงดังกึกก้องห้องประชุม ร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของประเทศ ไทยในครั้งนี้ต่อมา นายสุชาติกล่าวว่า ในนามของรัฐบาลไทย และคณะผู้แทนไทย ขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ ต่อคณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน สำหรับการ ตัดสินใจให้ขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลกในวันนี้ พวกเรา ได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักมานานกว่าสิบปีเพื่อการเสนอขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกในครั้งนี้ เป็นความพยายามร่วมกันของหลายหน่วยงาน รวมถึงชุมชนที่เกี่ยวข้อง พวกเรารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่วัดพระมหาธาตุฯได้รับการยอมรับ ในคุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล ในฐานะศูนย์กลาง พุทธศาสนาในระดับภูมิภาค ในช่วงศตวรรษที่ 8 รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการเสนอขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการสร้างและ กระจายรายได้สู่ชุมชน รวมถึงกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศรมว.ทส. กล่าวอีกว่า แหล่งมรดกโลกแห่งใหม่นี้ เป็นแหล่งมรดกโลกแหล่งที่ 9 ของไทย และที่สำคัญคือเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ของประเทศ พวกเราขอขอบคุณคณะกรรมการมรดกโลกและผู้เกี่ยวข้องทุกท่านเป็นอย่างยิ่งสำหรับความทุ่มเทและความมุ่งมั่นในการดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญา คุ้มครองมรดกโลก ที่สำคัญขอขอบคุณในความร่วมมือของ ICOMOS ต่อความเชี่ยวชาญที่ทำให้มั่นใจว่าการนำเสนอในครั้งนี้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดส่วนที่บริเวณลานโพธิ์ วัดพระมหาธาตุวรมหา วิหาร อ.เมืองนครศรีธรรมราช ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับกรมศิลปากร เตรียมการฉลองสมโภชการขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นมรดกโลกตั้งแต่ช่วงเช้า มีการติดตั้ง จอโปรเจกเตอร์ถ่ายทอดสดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมลุ้นไปพร้อมกัน โดยมีนายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ที่ปรึกษานายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ตลอดจนบุคคลสำคัญ และคณะทำงาน ในจังหวัด นั่งชมการถ่ายทอดสดไปพร้อมกับชาวนครศรีธรรมราชนับพันคนที่มารอลุ้นผล ส่งผลให้บรรยากาศทั่วบริเวณเต็มไปด้วยความคึกคักในวินาทีที่คณะกรรมการมรดกโลกลงมติ เห็นชอบประกาศขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุฯ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ผู้คนในบริเวณดังกล่าวต่างส่งเสียงไชโยเฮลั่นวัดและโผเข้ากอดกันด้วยความ ดีใจ ต่อมาพระธรรมวชิรากร (สมปอง ปญฺญาทีโป) เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ถือฤกษ์ตีฆ้องฉลองด้วยความยินดี ตามด้วย พระสงฆ์สวดบทชยันโต วงโยธวาทิตจากโรงเรียนใน จ.นครศรีธรรมราช บรรเลงบทเพลง รอง ผวจ. นครศรี ธรรมราช และ สส.ในพื้นที่ ร่วมตีฆ้องอย่างคึกคัก พร้อมกับมีการแสดงมโนราห์ เฉลิมฉลองในความสำเร็จครั้งนี้นอกจากนี้ ผู้ร่วมบุกเบิกผลักดันให้วัดพระ มหาธาตุวรมหาวิหาร ขึ้นเป็นมรดกโลกมานานกว่า 20 ปี นำโดยนายภาณุ อุทัยรัตน์ อดีต ผวจ.นครศรีธรรมราช นายไพฑูรย์ อินทศิลา สื่อมวลชนนครศรีธรรมราช และพวกรวม 7 คน ได้ปลงผมบวชถวายเป็นพุทธบูชา โดยนายไพฑูรย์กล่าวด้วยความดีใจว่า หลังจากที่พวกตนได้รณรงค์บุกเบิกเพื่อผลักดันให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ขึ้นเป็นมรดกโลกด้วยความยากลำบากตั้งแต่ปี 2538 หลายสิบปี จนมาประสบความสำเร็จในวันนี้ ตนพร้อมด้วยอดีต ผวจ.ภาณุ และพวกรวม 7 คน จึงขอบวชเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาด้วยนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการเฉลิมฉลองจะมีต่อเนื่องถึงวันที่ 26 ก.ค. ประกอบด้วยพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 99 รูป พิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภชการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก สวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตรและเจริญจิตภาวนา กิจกรรมการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม ประกอบด้วย การรำมโนราห์บูชาพระธาตุ 1,000 คน พร้อมด้วยการแสดงแสงสีเสียงในช่วงค่ำอย่างยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ กรมศิลปากร เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช โดยจัดแสดงนิทรรศการถาวรเรื่อง พระมหาธาตุแห่ง เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อเฉลิมฉลองการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งชาติ และเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสครบ 100 ปี วันพระราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 5 ธันวาคม 2570 ในวันที่ 26 กรกฎาคม เป็นวันแรก ภายในนิทรรศการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธสถานสำคัญแห่งเมืองนครศรีธรรมราชผ่านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เอกสารโบราณ และสื่อการเรียนรู้ร่วมสมัย รวบรวมโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่ามากกว่า 100 รายการด้านพระธรรมวชิรากร เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร กล่าวว่า ทางวัดมีความยินดีที่วัดพระ มหาธาตุ ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก และมีความพร้อม ในการจัดการพื้นที่ เพื่อต้อนรับผู้มีจิตศรัทธาเข้ามาสักการะพระมหาธาตุและชมความงดงามภายในวัด แต่สิ่งที่ยังห่วงคือความสะอาด การจัดการขยะ รวมถึง การอำนวยความสะดวก เรื่องห้องน้ำ ยังมีจำนวนน้อย และอนุญาตให้สร้างได้เฉพาะริมกำแพงวัด ซึ่งห่างไกล ออกมา จึงจะหารือกับคณะกรรมการวัดและทางจังหวัด เพื่อหาแนวทางดูแลความสะอาดและจัดการสร้างห้องน้ำเพิ่มเติม แต่ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ อยากให้มีการตรวจสอบสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อวัดและประชาชน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าที่มีความ เสี่ยงลัดวงจร เตรียมอุปกรณ์ดับเพลิงให้พร้อม“การที่จะทำให้วัดอยู่ได้อย่างยั่งยืน ทุกฝ่ายต้องมีแรงศรัทธาช่วยกันดูแล ขณะนี้ทางวัดมีการบูรณะองค์พระบรมธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยากให้มีสีธรรมชาติ ไม่แต่งแต้มสีทับเพิ่มเติม แม้ถูกแดด ฝน องค์พระบรมธาตุจะสีดำไปเรื่อยๆ ก็มีความงดงาม และแสดงถึงความขลังผ่านช่วงอายุมาหลายพันปี ขณะที่การดูแลนักท่องเที่ยว จะมีการอำนวยความสะดวก และต้อนรับให้ดีที่สุด ไม่มีการขัดขวาง หรือขัดใจ โดยจะให้ผู้คนไหลไปด้วยพลังศรัทธาแบบธรรมชาติ มีความรักบ้าน รักเมือง รักวัด โดยเฉพาะในช่วงที่จะมี งานเทศกาลต่างๆ คาดว่าจะมีคนหลั่งไหลมามากหลายแสนคน” เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุกล่าวอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่