ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ รัฐมนตรีคลัง ประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ได้แถลงสรุปผลการศึกษาเมื่อ 24 ก.ค. ระบุว่า โครงการมีความน่าจะเป็นไปได้ในระดับต่ำ เนื่องจาก มีความเสี่ยงต่อภาระงบประมาณ มีความเสี่ยงต่อด้านสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการจึงมีมติเห็นควรให้รวบรวมรายงานเสนอนายกฯ และ ครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบให้ยุติโครงการในรูปแบบเดิม ปัจจุบันโครงการยังไม่ได้ดำเนินการ จึงไม่มีความเสียหายจากการลงทุนในที่ดินหรือการก่อสร้างในฐานะคนไทยเจ้าของประเทศคนหนึ่ง ผมขอขอบคุณ ดร.เอกนิติ และ คณะกรรมการศึกษาชุดนี้ ที่มีมติให้ “ยุติโครงการแลนด์บริดจ์” ก่อนจะสร้างความเสียหายต่อชาติและลูกหลานไทยนับล้านล้านบาทในอนาคต ผมหวังว่า นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล จะเห็นชอบกับมติกรรมการชุดนี้ให้ยุติโครงการแลนด์บริดจ์อย่างถาวรดร.เอกนิติ ระบุว่า ประเด็นที่ทำให้ โครงการแลนด์บริดจ์ เดินต่อได้ยากอยู่ที่ “ความคุ้มค่าของเงิน” และ “ความสามารถในการแข่งขันของโครงการ” แม้โครงการแลนด์บริดจ์จะยุติ แต่รัฐบาลไม่ได้หยุดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานฝั่งอันดามัน เพราะสินค้าภาคใต้กว่า 34% ยังต้องส่งออกผ่านท่าเรือประเทศเพื่อนบ้าน แนวทางใหม่คือ ใช้ของเดิมให้เต็มประสิทธิภาพก่อน โดยปรับปรุง “ท่าเรือระนอง” ให้รองรับสินค้าได้ดีขึ้น และ พัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อกับท่าเรือระนองกับโครงการหลัก หรือ Missing Link เพื่อเพิ่มปริมาณตู้สินค้าผ่านฝั่งอันดามันความจริง โครงข่ายรถไฟไทยไม่มี Missing Link แต่ที่มัน link กับใครไม่ได้ เพราะ ความห่วยของรัฐบาลที่ผ่านมาทุกรัฐบาล ตั้งแต่ คสช.เป็นต้นมา ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ รถไฟความเร็วสูงไทย—จีน เชื่อม 5 ประเทศ จีน ลาว ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เริ่มจาก คุนหมิง มายัง เวียงจันทน์ ข้ามมาไทยที่ หนองคาย ต่อมายัง โคราช กรุงเทพฯ ลงใต้ไปยัง มาเลเซีย สิ้นสุดที่ สิงคโปร์ ปัจจุบันช่วงคุนหมิง–เวียงจันทน์ สร้างเสร็จเปิดใช้มา 5 ปีแล้ว แต่ รถไฟความเร็วสูงไทย—จีน ช่วงแรก กรุงเทพฯ—โคราช ที่สร้างพร้อมลาว ผ่านไปสิบปียังไม่ถึงครึ่งทาง ทำให้เกิด Missing Link ยาวเกือบ 2,000 กม. จากหนองคายไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจการเงินของคณะกรรมการชุดนี้ เปิดเผยว่า ผลการศึกษาที่ปรับปรุงใหม่พบว่า อัตราผลตอบแทนทางการเงินลดลงจาก 8% เหลือ 4.8% ขณะที่มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) จากเดิมคาดว่าจะบวก 637,713 ล้านบาท พลิกเป็นติดลบ 10,287 ล้านบาท แค่คิดสร้างก็ขาดทุนหมื่นกว่าล้านบาทแล้ว ที่สำคัญคือ ปริมาณตู้สินค้าลดลง 15—16% จากที่ตั้งไว้ ทำให้ผลตอบแทนลดลงถึง 38% แค่ตัวเลขในอากาศยังขาดทุนขนาดนี้ และที่เลวร้ายก็คือ สายการเดินเรือหลักของโลก 9 สาย ใน 10 สาย ได้ไปลงทุนในโครงการลักษณะเดียวกับแลนด์บริดจ์ในประเทศอื่นแล้ว เหลือเพียง 1 สายที่มีส่วนแบ่งตลาดน้อยจะมาลงทุนในไทย โอกาสจะดึงเรือสินค้าหลักมาใช้โครงการแลนด์บริดจ์จึงมีจำกัด แต่ข้อมูลเหล่านี้ นักการเมืองที่ผลักดันโครงการนี้ไม่ได้บอกกับคนไทยยิ่งเห็นข้อมูลก็ยิ่งเจ็บใจ นักการเมืองที่ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ใช้เงินภาษีคนไทยไปลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งที่รู้ว่าสร้างเสร็จจะมีบริษัทเดินเรือเพียงบริษัทเดียวมาใช้บริการ ก็ยังตะบี้ตะบันจะสร้างอีก หัวใจของพวกคุณทำด้วยอะไรคุณดนุชา ระบุอีกว่า ต่อให้สร้างเสร็จ ด้านปฏิบัติการก็ยังมีความเสี่ยงสูง ระบบขนส่งต้องเปลี่ยนถ่ายหลายช่วง ตั้งแต่เรือ รถ และรถไฟ (ผมเคยเขียนค้านไปแล้ว) ยังไม่รวม ความเสี่ยงหน้างาน ความล่าช้า ต้นทุนจริงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างขนถ่ายสินค้า และยังมีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมหลายจุด เพราะแนวเส้นทางต้องผ่านป่าไม้ ภูเขาสูง และพื้นที่เปราะบาง ระนองมีป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล และเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระหว่างประเทศ ก็ขอบคุณ นายกฯอนุทิน และ รองนายกฯ เอกนิติ อีกครั้งที่ เห็นชอบยุติโครงการแลนด์บริดจ์ ก่อนที่จะสร้างความหายนะต่อชาติบ้านเมือง และถามใจนักการเมืองที่ผลักดันเรื่องนี้อีกครั้ง หัวใจพวกคุณทำด้วยอะไร?“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม