“เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่สนเอกชนนั้นเป็นใคร” เสมือนเป็นคำมั่นจากณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน นำทีม สส.ลงพื้นที่ร่วมเวทีเสวนา“ผนึกกำลังแก้ปมปลาหมอคางดำจากเสียงชาวบ้านสู่มาตรการแก้ปัญหา” ที่ห้องประชุมตลาดทะเลไทย อ.เมืองจ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา“รัฐปิดหูปิดตาหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้หรือไม่ นอกจากแผนที่ชัดแล้ว เรื่องของงบฯและการจัดสรรกำลังคน ก็เป็นสิ่งสำคัญ” ณัฐพงษ์ ว่าหากเจาะลึกลงไปดูในงบประมาณปี 2570 ในการพิจารณาของคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 มีหน่วยงานเช่นกรมประมงเองก็ออกมายืนยันและยอมรับว่าจริงๆไม่ได้เตรียมแผนในการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ไว้สำคัญที่ว่า...สุดท้ายแล้วรัฐบาลจะเอาจริงกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนและวันนี้ก็มีสภาทนายความมาให้ความเห็นและความคืบหน้าคดี อย่าลืมว่าต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงคือการนำเข้าสายพันธุ์เข้ามา ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนดังนั้น เรื่องนี้หากรัฐบาลอยากพิสูจน์กับสังคมว่ารัฐบาลดำเนินการทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องพยายามไประวังว่าจะกระทบกับบริษัทเอกชนใดในประเทศหรือไม่ ก็อยากให้มีการดำเนินการในการเดินหน้าคดีคนที่ทำให้เกิดผลกระทบในประเทศ“บริษัทเอกชนเหล่านั้นเป็นใคร จะต้องมีการดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด”เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ควรนำ “ภาษีของประชาชน” ไปแก้ไขเพราะคนที่เป็นต้นเหตุอาจจะไม่ใช่ประชาชน เป็น “บริษัทเอกชน” ที่นำเข้าสายพันธุ์เข้ามา ดังนั้น ย้ำว่าอยากให้รัฐบาลเดินหน้าเรื่องนี้อย่างจริงจังนอกเหนือจากการแก้ไขเฉพาะหน้า ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. เสริมว่า นี่คือหนังสือเตือนฉบับสุดท้าย เพราะได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้ครบแล้วทั้งการประกาศเขตภัยพิบัติ การจ่ายเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน และการกำหนดระดับพื้นที่เฝ้าระวังเพื่อให้หน่วยงานรัฐเร่งนำไปดำเนินการหากรัฐบาลยังเพิกเฉยและไม่ดำเนินการใดๆ จะยกระดับการตรวจสอบในการเปิดสมัยประชุมหน้าด้วยการตั้งกระทู้ถามนายกฯโดยตรง ไม่ใช่เพียงรัฐมนตรี 4 กระทรวง“ขอฝากสื่อมวลชนให้ช่วยสอบถามนายกฯ ว่าได้ติดตามสถานการณ์ปลาหมอคางดำหรือไม่ เพราะขณะนี้สถานการณ์รุนแรงกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถึง 2—3 เท่า ประชาชนจำนวนมากต้องเปลี่ยนอาชีพ แต่จนถึงวันนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจนจากรัฐบาลเลย”สถานการณ์การแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ในประเทศไทย ณ เดือนกรกฎาคม 2569 ยังคงเป็นประเด็นวิกฤติ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจในวงกว้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ...การแพร่ระบาดส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมงพื้นบ้านอย่างรุนแรง แหล่งน้ำธรรมชาติหลายแห่งกลายเป็นพื้นที่เพาะพันธุ์ปลาหมอคางดำ ทำให้สัตว์น้ำท้องถิ่นลดจำนวนลงโดยมีงานวิจัยระบุว่าพื้นที่เพียงระดับตำบลสามารถสร้างความเสียหายต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้สูงถึงกว่า 131 ล้านบาทต่อปีถัดมา...ผลกระทบต่อระบบนิเวศ ปลาหมอคางดำยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องจากแหล่งน้ำกร่อยสู่แหล่งน้ำจืด...น้ำเค็ม ทำลายสมดุลธรรมชาติเป็นภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพสัตว์น้ำไทยอีกประเด็นสำคัญน่าจับตากรณีพบ “ปลาหมอคางดำในปลากระป๋อง” เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และศูนย์ความเป็นเลิศนานาชาติฯ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ได้เปิดเผยผลตรวจดีเอ็นเอที่ยืนยันว่าพบ “ปลาหมอคางดำ” เป็นส่วนประกอบในปลากระป๋องซึ่งก่อนหน้านี้มีการระบุว่าเป็น “ปลานิล”...ประเด็นนี้กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องความโปร่งใสของกระบวนการตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐ?สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการได้หรือไม่? ด้วยว่ามีเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและนักวิชาการว่าสถานการณ์ในปัจจุบัน “หนักกว่าที่ผ่านมา” และการแก้ปัญหาของกรมประมงถูกวิจารณ์ว่าไร้ทิศทาง รวมถึงการที่ชาวบ้านต้องแบกรับภาระและเปลี่ยนอาชีพ...เนื่องจากไม่สามารถทำประมงได้ตามปกติ ประเด็นงบประมาณ...มีการตั้งข้อสังเกตจากพรรคการเมืองว่าร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ยังไม่มีแผนการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำอย่างเป็นรูปธรรมเพียงพอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาอาจยืดเยื้อต่อไปในระยะยาว อีกทั้งการเอาผิดทางกฎหมาย มีการเคลื่อนไหวจากสภาทนายความและกลุ่มภาคประชาสังคมในการเตรียมดำเนินคดีกับ “บริษัทเอกชน” และ “หน่วยงานรัฐ” ที่เกี่ยวข้อง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปล่อยให้มีการแพร่ระบาดอัปเดตแหล่งข้อมูลและแนวทางการติดตามในเรื่องนี้...มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ติดตามรายงานการตรวจสอบคุณภาพอาหารและข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย, Thai PBS สื่อสาธารณะ เกาะติดสถานการณ์และวิเคราะห์ผลกระทบในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง และ สวทช. นำเสนอข้อมูลวิชาการและบทเรียนในอดีตปัญหา “ปลาหมอคางดำ” ถือเป็น “บทเรียนราคาแพง” ของการจัดการเอเลี่ยนสปีชีส์.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม