ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้หลังบริหารประเทศมาได้ 4 เดือน รัฐนาวาเจอคลื่นสาดซัด เอียงวูบไปบ้าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีที่ผ่านประสบการณ์มากพอสมควร จึงรู้ว่าหากปล่อยไปอย่างนี้มีหวังจอดแน่จึงต้องกระชับเกลียวในรัฐบาลให้แน่นมากขึ้น โดยเฉพาะรัฐมนตรีของ “ภูมิใจไทย” ที่เป็นประเภทหน้า ใหม่หัดขับแต่เนื่องจากเป็น “เด็กเทพ” เพราะมีเชื้อสายมาจากแกนนำสำคัญของพรรคที่ต้องทำงานให้เข้มข้นมากกว่านี้บางคนเหมือนสาบสูญไม่มีใครรู้จักเป็นรัฐมนตรีที่โลกลืมไม่มีผิดจึงประกาศว่าใน 1 ปี จะมีการประเมินผลงานของแต่ละคนใครไม่ผ่านต้องปลดก็เหลืออีก 6 เดือนที่จะพิสูจน์ยังดีที่ผู้นำรัฐบาลให้เวลาถึง 1 ปีเรียกว่านานพอสมควร ต่างกับบางรัฐบาลที่ทำงานแค่เดือนกว่าๆก็โดนแล้วอย่าง “เพื่อไทย” หากไม่มีผลงานอาจถูกปลดได้ตลอดเวลา“ทักษิณ ชินวัตร” สมัยที่เป็นนายก รัฐมนตรีเคยเปลี่ยนรัฐมนตรีเป็นว่าเล่นหากทำงานไม่ถูกใจหรือสนองนโยบายไม่ได้พอมาถึง “เพื่อไทย” ก็ไม่ต่างกันพูดง่ายๆว่าคิดเร็วทำเร็วไม่ต้องรอทำให้ลูกพรรคได้เป็นรัฐมนตรีกันแทบทุกคน เพียงแต่ใครจะอยู่นานหรือแผล็บเดียวจบไม่มีใครการันตีได้คนที่ไม่เคยเป็นรัฐมนตรีพอได้รับความไว้วางใจก็เป็นปลื้มเพราะถือเป็นจุดสุดยอดทางการเมืองแต่ยังไม่ทันนกกระจอกกินน้ำถูกปลดเสียแล้ว!บางคนที่เข้าใจก็อยู่ต่อไปได้ แต่คนที่ไม่เข้าใจก็โกรธออกไปอยู่พรรคอื่นแต่ที่หลายคนยังอยู่ก็เพราะพรรคให้โอกาสเสมอนักการเมืองจำนวนไม่น้อยแต่เป็นรัฐมนตรีได้ก็มาจากแหล่งนี้แหละ...“อนุทิน” ก็คนหนึ่งแหละ...ว่าไปแล้วการให้เวลาทำงานเพื่อวัดผลงานนั้นมีผลทางด้านจิตวิทยาที่ทุกคนจะต้องเร่งพิสูจน์ตัวเองไปในตัวคือมีความกระตือรือร้นตลอดเวลาทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อสร้างผลงานทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งมากขึ้นไม่ใช่เหี่ยวเฉาอยู่กันไปวันๆ เท่านั้นไม่ใช่แค่รัฐมนตรีเท่านั้น ประธาน กมธ.ก็ใช่ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ใช่หากทุกองคาพยพตื่นตัวตลอดเวลา เวลารัฐมนตรีถูกโจมตีก็พร้อมจะตอบโต้เพื่อแก้ต่างหรือแฉกลับหากไม่มีมูลต่างๆเหล่านี้นักการเมืองน่าจะเข้าใจได้เพียงแต่หัวหน้าใหญ่จะต้องไขลานให้รับรู้ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างอยู่หลังจากมาตรการนี้ออกไปเชื่อว่ารัฐมนตรีจะสร้างผลงานให้ปรากฏแน่เพราะถ้าไม่มีก็ต้องถูกปลดความจริงไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรหรอก...มันคือศิลปะในการบริหารงานเท่านั้น!“ลิขิต จงสกุล”คลิกอ่านคอลัมน์ “สับรางวันอาทิตย์” เพิ่มเติม