ทองคำเดี๋ยวดิ่งเดี๋ยวเด้ง น้ำมันเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ดัชนีสะท้อนเกมอำนาจการเมืองโลกยังลูกผีลูกคน โยงอาการ “คาวบอยไบโพลาร์” โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ที่เอาล่อเอาเถิดกับอารมณ์ “แขกพาล” ฝ่ายอิหร่านที่หาจุดโฟกัส “ผู้กุมสภาพอำนาจแท้จริง” ไม่เจอ ประกาศดีลหยุดยิงเช้า ล็อกเป้าถล่มกลางคืน ไม่มีอะไรแน่นอนถึงตรงนี้จุดความร้อนกระจายทั่วไปหมด สหรัฐฯฟัดเตหะราน อิสราเอลซดกับปาเลสไตน์ ซาอุดีอาระเบียซดกับกบฏฮูตีของเยเมน ยูเครนฟาดกับรัสเซีย จีนคำรามฮึ่มฮั่มใส่ไต้หวัน ตั้งท่าประจัญบานกับฟิลิปปินส์ไม่เว้นไทยก็พร้อมตบกัมพูชาที่กวนบาทาตลอดเวลาสงครามกลายเป็นวิถีปกติในศึกภูมิรัฐศาสตร์ โลกสงบยากในจังหวะหักมุมกับเกมอำนาจการเมืองภายในประเทศไทยที่ชักจะซาลงไป หลังจากร้อนทะลุจุดเดือดมาพักใหญ่ สารพัดพายุที่พุ่งเข้ากระแทกรัฐบาล ทั้งโกงสอบข้าราชการองค์กรปกครองท้องถิ่น ลามไฟร้อนสุมขอนปม “ฮั้ว สว.”ไม่เว้นดราม่า “ครูใหญ่” ใส่กางเกงขาสั้นทำพิธีไหว้จตุคามรามเทพวาระส่วนรวมชาติ วาระส่วนตัว นัวเนีย และด้วยวิถีที่พุ่งเป้าขย่มก๊วนเซราะกราวจนเกินเหตุสังเกตได้ ขบวนการต้านอำนาจ “2 น. 1 พ.” ล็อกเป้าเขย่าก๊วนอำนาจเขากระโดงชนิดที่โยงมันได้ทุกช็อต จนกลายเป็นสังคมที่ขับเคลื่อนกันด้วยเสียงด่าอารมณ์เสพติดความขัดแย้ง เอะอะก็พาลหมั่นไส้ “คนไม่ใช่ทำอะไรก็ผิด”ไปๆมาๆเป้ากระจาย หาจุดโฟกัสไม่เจอที่สุดเลยก็เข้าสู่โหมดสถานการณ์ “ชินชา” กระแสไล่ขยี้รัฐบาลเริ่มแผ่วลงตามธรรมชาติสังคมไทยที่เบื่อเร็ว ลืมง่าย ไม่จับจดกับอะไรนานๆข่าวใหม่กลบข่าวเก่า เบาบางลงตามแรงขับเคลื่อนบนหน้าสื่อหลักในจุดที่ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้นำรัฐบาล เริ่มตั้งหลักปักฐาน เบี่ยงตัวเองไปเดินเกมอำนาจการเมืองระหว่างประเทศยกระดับจาก “ผู้นำไทบ้าน” เป็น “นายกฯโกอินเตอร์”ไล่จากควงไมค์โชว์เพลง “เถียนมี่มี่” กลางวงผู้นำเบอร์ใหญ่ของพญามังกรจีน เจอทั้งประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” และนายกฯ “หลี่ เฉียง” ต่อเนื่องกับคิวรับเทียบเชิญจากประธานาธิบดี “ปราโบโว ซูบียันโต” นำคณะหางเครื่องชุดใหญ่บินไปเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการในรอบ 15 ปีของผู้นำไทยกลับมาปูพรมแดง เปิดทำเนียบรัฐบาล ต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ที่ปักหมุดเลือกเยือนไทยเป็นประเทศแรก ประเดิมรับตำแหน่งประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งต่อจิ๊กซอว์ภาพเชิงภูมิรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเริ่มเห็นภาพเป็นรูปธรรม ตามเป้าหมายที่ “นายกฯอนุทิน” เดินแผนยกระดับประเทศ ไทยคือศูนย์ กลางเชื่อมจีนกับภูมิ ภาคอาเซียนต่อยอดเส้นทางยุทธ ศาสตร์ “วันเบลต์ วันโรด” ผ่านเมกะโปร เจกต์ใหญ่ที่ปรับ “แลนด์บริดจ์” เป็น “Missing Link” เดินหน้าสร้างรถไฟทางคู่และถนนเชื่อมท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันที่ จ.ระนอง กับท่าเรือชุมพร ฝั่งอ่าวไทยตั้งความหวังในการปั่นรายได้เข้าประเทศได้แบบจริงๆจังๆไม่ใช่ฝันลมๆแล้งๆเพราะจับสัญญาณอ่านทางพญามังกรจีน “พี่ใหญ่เอเชีย” อินโดนีเซีย เบอร์ใหญ่อาเซียน ไม่เว้นเมียนมาเพื่อนบ้านคู่รักคู่แค้น ที่ปกติจะดีลกันลับๆ อยู่ฉากหลัง ปิดประตูใส่กันมาตลอด ยังเปิดตัวออกฉากหน้านานาชาติกล้า “แทงเต็ง” แบบไม่ “กั๊ก”นั่นแสดงถึง “สายตาเหยี่ยว” มองผ่านฝุ่นควันทะลุเกมอำนาจการเมืองไทยระดับ “โปรโตคอล” ของรัฐบาลจีน อินโดนีเซีย เมียนมา มาตรฐานข้อมูลทางการทูตที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน การข่าวความมั่นคงที่ผ่านการกรองหลายชั้นสะท้อนความมั่นใจว่า “นายกฯอนุทิน” จะปักหลักอยู่ยาวตามฐานรองรับอำนาจแน่นๆ สส.ในสภาผู้แทนฯที่พรรคภูมิใจไทยแกนหลักพรรคเดียวก็เกือบ 200 ที่นั่ง ไหนจะ สว.สายน้ำเงินที่ยึดกุมสภาสูง คุมคิวบุคลากรในองค์กรอิสระ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.และ กกต.โครงข่าย “นิติสงคราม” ล็อก “กลไกค่ายกล” รัฐธรรมนูญแน่นๆ ยากจะพังทลายง่ายๆสำคัญสุดคือสถานะของ “ผู้ถูกเลือกใช้” ให้ถือธงนำอำนาจอนุรักษ์นิยมส่วนผสม “นักเลือกตั้งอาชีพ” กับ “ตั๋วโปรฯพิเศษ” หลักประกันอนาคตรัฐบาล “อนุทิน 2 พลัส” มั่นคง เหมาะกับการร่วมหุ้น คุ้มค่ากับการลงทุนระยะยาวจีน อินโดนีเซีย เมียนมานำร่อง นานาชาติแห่ตามมาแน่ต่างชาติส่องจากข้างนอกมองทะลุปรุโปร่ง ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ภายในประเทศที่โดนฝุ่นควันเกมการเมืองกลบ ตลบอบอวลไปหมดจนแยกไม่ออกระหว่าง “ตรรกะ” กับ “มโน”ตามปรากฏการณ์ตื่น “ปฏิญญาโมนาโก” กระแสแห่สูตรรัฐบาลใหม่ เปิดสมการ “แดง+เขียว” แจม “ส้ม” ล้มกระดานอำนาจ “น้ำเงิน”ตามท้องเรื่อง แกะรอยย้อนไปหาสารตั้งต้นจุดเริ่มของควันมันมาจาก “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าค่ายกล้าธรรม ที่ส่งเสียงโวยวาย ประจานดักคอ ปฏิบัติการล้างบางข้าราชการ “สายเขียว” ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่เซียนโซเชียลฯตาดี โฟกัสฉากหลังเป็นเมืองตากอากาศสุดหรูของยุโรปจังหวะประจวบเหมาะพอดีกับที่ “นายใหญ่” อย่างอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญาณกองทัพแดง ก็มีช็อตเดินเล่นกับ “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร ทัวร์ปราสาทโคโลญ ประเทศเยอรมนี หลังบินไปพบแพทย์แค่นี้จริงๆที่เป็นที่มาของ “สูตรพิสดาร”“เป็นตุเป็นตะ” สื่อเก๋า นักวิชาการ นักวิชาเกิน วิเคราะห์กันสนั่นลั่นจอเหมือนยุโรปจะแคบพอให้ “ทักษิณ-ธรรมนัส” โคจรไปเจอกันได้ “เข้าเค้า” ขบวนการต้านอำนาจ 2 น. 1 พ. ได้ช่อง “ตอกลิ่ม” รอยร้าวในก๊วนเขากระโดง เขย่ารัฐบาลภูมิใจไทยที่กำลังเผชิญแรงกระแทกจากสารพัดพายุลุ้นอำนาจเปลี่ยนมือมาอยู่ในปีกของ “นายใหญ่” กับ “ผู้กองยอดรัก”ไม่เว้นแม้แต่ “มวยมาตรฐาน” อย่าง “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค กัปตันทีมเศรษฐกิจ “ตัวมัม” ของพรรคประชาชน ยังเอากับเขาด้วยรับมุก ร่วมขบวนแห่ “ปฏิญญาโมนาโก”แบะท่าสูตร “แดง+เขียว” ต้องมี “ส้ม” อยู่ในสมการด้วยถึงจะเป็นผลแต่ไปๆมาๆถูกหักมุมกลายเป็นเรื่องของ “เด็กเดียงสา”ตามฟอร์มเขี้ยว เหลี่ยมจัดจ้าน แบบที่ “นายกฯอนุทิน” ยิ้มตาหยีเหมือนเด็กถูกใจ “หวานเย็น” ตอบคำถามนักข่าวว่าด้วยสูตรการเมืองจาก “ปฏิญญาโมนาโก”ย้อนวัยไปนึกถึงสูตรผสมสีน้ำแดงกับน้ำเขียว เป็นน้ำแข็งไสโปะน้ำหวาน ราดด้วยนมคาร์เนชัน เพิ่มรสชาติความฟินไปกันใหญ่นอกจากไม่หวั่นไหว ยังเบิ้ลด้วยอารมณ์ชิลๆแถมโชว์ช็อตหวาน หันไปกอดกันกลมกับ “เสี่ยหนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้วยความสนิทสนม อารมณ์ยุให้สื่อย้ำความชัดเจนจากปากอีกฝ่ายโดยที่หัวหน้าค่ายแดงก็รับมุกทันที “ลงตัวและกลมกล่อมดี”“นายกฯหนู” ดักตีกินสบายๆ ยืนยันด้วยภาพหักล้างล้านคำพูด สูตร “แดง+เขียว” ผสม “ส้ม” ล้มกระดาน “น้ำเงิน” เป็นแค่การมโนที่ไร้ตรรกะของพวกตกเลขย้ายสมการโดยไม่มองความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจริงลืมปัจจัยแฝงเต็มไปหมด คู่ขัดแย้งที่ไม่มีทางจูนกันได้ แผลสดๆก็คือคิวของ “เดอะซัน” สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ เบอร์ใหญ่ค่ายแดง ที่เพิ่งล้างบางข้าราชการ “สายเขียว” แบบขุดรากถอนโคนก๊วน “ผู้กองนัส”เอาแค่คู่นี้ก็แทบตัดไปได้ เรื่องที่จะไปจูบปากกันเลิกคิดเลย“แดง+เขียว” มันก็แค่ “หวานเย็นดับกระหาย”แก้อาการคอแห้งของพวกที่ลุ้นอยากให้อำนาจเปลี่ยนมือจากก๊วนเซราะกราวที่ส่อยึดยาว.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม