“ฆาตกรต่อเนื่อง” ตามหลักอาชญาวิทยาและจิตวิทยาการสืบสวน หมายถึง บุคคลที่ลงมือฆาตกรรมมนุษย์ด้วยกันตั้งแต่ 3 ศพขึ้นไป โดยมีช่วงเวลาเว้นว่างระหว่างการก่อเหตุแต่ละครั้ง ซึ่งอาจกินเวลาตั้งแต่ไม่กี่วัน สัปดาห์ เดือน หรือหลายปีการฆาตกรรมแต่ละครั้งมักเกิดขึ้นจากแรงผลักดันทางจิตใจ ความต้องการอำนาจ หรือความพึงพอใจส่วนตัว โดยไม่มีความเกี่ยวพันหรือความแค้นส่วนตัวมาก่อนกับเหยื่อลักษณะสำคัญและองค์ประกอบของฆาตกรต่อเนื่อง หนึ่ง...จำนวนเหยื่อและระยะเวลาเว้นช่วง ต้องเป็นการสังหารเหยื่อตั้งแต่ 3 รายขึ้นไป ตามนิยามมาตรฐานสากลเดิมของ FBI แต่ในทางปฏิบัติปัจจุบันบางกรณีอาจนับที่ 2 รายขึ้นไปหากมีรูปแบบชัดเจนจุดต่างสำคัญจากฆาตกรสังหารหมู่ คือ ฆาตกรต่อเนื่องจะ “มีช่วงเวลาพักหายใจ” ระหว่างการฆ่าแต่ละครั้ง ใช้ชีวิตปกติ คั่นด้วยเวลาเป็นช่วงๆ ก่อนจะกลับมาก่อเหตุซ้ำอีกถัดมา...แรงจูงใจมักไม่ใช่ผลประโยชน์ทางวัตถุโดยตรง ต่างจากโจรปล้นทรัพย์ที่ฆ่าเพื่อเอาเงิน หรือมือปืนรับจ้างที่ฆ่าเพราะรับคำสั่ง ฆาตกรต่อเนื่องส่วนใหญ่มักมีแรงจูงใจแฝงลึกทางจิตวิทยา เช่น ความต้องการควบคุม, การสนองตัณหาทางเพศ, ความโกรธแค้นสะสม หรือความสุขจากการได้เห็นความเจ็บปวดสาม...การเลือกเหยื่อที่มีรูปแบบเฉพาะ มักจะเลือกเหยื่อที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น ช่วงวัย เพศ อาชีพ หรือลักษณะภายนอก หรือใช้ยุทธวิธีหลอกล่อในรูปแบบเดิมๆ ซ้ำๆ เนื่องจากเป็นสิ่งที่กระตุ้นความรู้สึกพึงพอใจในจิตใจของตนเองสี่...การสวมหน้ากากทางสังคม ฆาตกรต่อเนื่องส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะ “ไซโคพาธ” จะมีความสามารถพิเศษในการทำตัวกลมกลืนกับสังคมภายนอก ดูเป็นคนปกติธรรมดา เป็นมิตร หรือดูไม่มีพิษภัย ทำให้คนรอบข้างคาดไม่ถึงว่าเบื้องหลังคือฆาตกรเลือดเย็นประเด็นสำคัญมีว่า...การป้องกันอาชญากรรมระดับรุนแรงสุดขั้วอย่าง “ฆาตกรต่อเนื่อง” ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพียงแค่การรอให้เกิดเหตุแล้วตามจับกุมตัว หรือการใช้บทลงโทษขั้นสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการมองปัญหาผ่านมิติ นักอาชญาวิทยา ตอกย้ำโครงสร้างทางสังคม จิตวิทยาเชิงป้องกัน และความเข้มแข็งของกระบวนการยุติธรรมแบบบูรณาการ วิเคราะห์แนวทางการป้องกันเอาไว้น่าสนใจเริ่มจาก มิติสุขภาพจิตและการคัดกรองตั้งแต่เยาว์วัย... ฆาตกรต่อเนื่องส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่มีรากเหง้ามาจากความผิดปกติทางจิตใจ เช่น ภาวะไซโคพาธ พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในวัยเด็กหรือประวัติการถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวระบบเฝ้าระวังในโรงเรียนและชุมชน...ต้องมีกลไกคัดกรองและให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาสำหรับเด็กหรือวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การทำร้ายสัตว์ การกลั่นแกล้งรุนแรง หรือการแสดงออกถึงความไร้ความสำนึกผิด การเข้าถึงการบำบัดจิตเวชเชิงรุก...รัฐต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้มีภาวะจิตเวชรุนแรงหรือมีความเสี่ยงที่จะก่อความรุนแรงโดยไม่ต้องรอให้...ลงมือ “ก่อเหตุ” ก่อนถึงจะได้รับ “การบำบัด”มิติกระบวนการยุติธรรมและการราชทัณฑ์ ช่องโหว่ที่น่ากลัวที่สุดประการหนึ่งคือ “อาชญากรอาชีพ” ที่ผ่านเข้า... ออกเรือนจำหลายครั้งแต่กลับออกมาด้วยสภาพจิตใจที่อันตรายกว่าเดิม การประเมินความพร้อมก่อนปล่อยตัว ต้องมีคณะกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาอาชญากรรม และนักอาชญาวิทยา ทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงและสภาพจิตของนักโทษคดีอุกฉกรรจ์อย่างเข้มงวดก่อนพิจารณาปล่อยตัว หรือพักโทษสำหรับนักโทษคดีฆาตกรรมหรืออาชญากรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูงในการทำผิดซ้ำ ควรมีระบบติดตามตัว เช่น กำไล EM หรือฐานข้อมูลแจ้งเตือนพื้นที่ คล้ายกับมาตรการควบคุมผู้พ้นโทษในต่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขากลับไปล่าเหยื่อในสังคมเงียบๆมิติเทคโนโลยีและความปลอดภัยสาธารณะ การตัดวงจรฆาตกรต่อเนื่องก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็น “ฆาตกรต่อเนื่องรายใหญ่” อาศัยความเร็ว ความแม่นยำในการเชื่อมโยงข้อมูลคดี ระบบฐานข้อมูลอาชญากรรมแห่งชาติแบบบูรณาการ ตำรวจและหน่วยงานสืบสวนต้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลคดีคนหาย คดีฆาตกรรมปริศนา หรือคดีทำร้ายร่างกายทั่วประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อสืบหารูปแบบ...ที่อาจบ่งชี้ถึงฝีมือของฆาตกรคนเดียวกันนับรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยี AI...กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพตรวจจับยานพาหนะต้องสงสัยหรือการเคลื่อนไหวในจุดอับสายตา เพื่อกดดันไม่ให้พื้นที่สาธารณะเอื้อต่อการซ่อนเร้นอำพรางคดีสุดท้าย...มิติการตื่นตัวของสังคมและชุมชน ฆาตกรต่อเนื่องมักอาศัย “ความเพิกเฉยของสังคม” และความลับส่วนบุคคลในการอำพรางตัวตน จำเป็นต้องสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนในชุมชนกล้าที่จะรายงานพฤติกรรมผิดปกติ หรือความรุนแรงในครอบครัว...พื้นที่รอบตัว โดยมีระบบคุ้มครองพยานที่ปลอดภัย“สังคมต้องเรียนรู้ที่จะรู้เท่าทันภัยรอบตัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น นักท่องเที่ยว หญิงสาว หรือผู้สูงอายุที่อาศัยตามลำพัง ให้ตระหนักถึงความเสี่ยงจากคนแปลกหน้า”การป้องกัน “ฆาตกรต่อเนื่อง” ให้ได้ผลอย่างยั่งยืน คือการเปลี่ยนผ่านจาก “ตั้งรับหลังเกิดศพ” ไปสู่ “การตัดไฟตั้งแต่ต้นลม” ผ่านการบำบัดทางจิตเวชตั้งแต่เยาว์วัย, การกลั่นกรองนักโทษที่เด็ดขาดก่อนคืนสู่สังคม และระบบการข่าวกรองทางอาชญากรรมที่รวดเร็วเพื่อไม่ให้ “สังคมไทย” ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่เลือดเย็น...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม