คู่แข่งแย่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. รุมถล่ม “ระบบอากง” ประสานเสียงชำแหละคอร์รัปชัน “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” “ดร.โจ ชัยวัฒน์” ขอโอกาสให้คนทำงานซื่อสัตย์สุจริต “อนุชา” ดักคออดีตผู้ว่าฯไม่เป็นอิสระจริง “ชัชชาติ” ท้าเหยง “จิรายุ” มีข้อมูลก็เปิดมาโต้แหลก “ระบบอากง” ไม่มีอยู่จริง เย้ยที่พูดๆมาไม่เป็นเนื้อเป็นหนัง โพลโค้งแรกให้ “ชัชชาติ” ทิ้งขาดกระจุย ปชน.จับไต๋ ป.ป.ช.ฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” “ปกรณ์วุฒิ” โวยวินิจฉัยยกฟ้องคนละทางกับคำร้อง จวกเลือกปฏิบัติ-ทำไม่โปร่งใส “ไอติม” ข้องใจพยายามปกป้องช่วย “น้ำเงิน” “ลูกหนู” เบิร์ธเดย์ “พ่อจิ้น” ครบ 90 ปี ยกคณะเยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย. “นรเศรษฐ์” ลุ้นแง้มประตูผ่าทางตัน รธน.ฉบับ “ซือแป๋” ปลุกคนไทยปลดล็อกระบอบสีน้ำเงินคู่แข่งแย่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. รุมถล่ม “ระบบอากง” นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน และนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ประสานเสียงชำแหละระบบคอร์รัปชัน “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก”“ดร.โจ” ขยี้ระบบอากงหัวไม่ส่ายฯเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 มิ.ย.ที่ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร กทม. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์หลังมีผู้ออกมาเปิดโปงระบบอากง กับการบริหารงานใน กทม.ว่า เรื่องนี้พรรค ปชน.ให้ความสำคัญมาก การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง การทุจริตงบประมาณ การทุจริตซื้อขายตำแหน่ง ต้องใช้เจตนาอันแน่วแน่ และมีเจตจำนงทางการเมือง มีระบบป้องกันติดตามไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ภายใต้การบริหารของตนปัญหาเหล่านี้พูดได้เลยว่า ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก พรรค ปชน.ขอโอกาสจากชาว กทม. เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าการบริหารที่มีเจตจำนงอันแน่วแน่ ในการไม่ให้เกิดทุจริตคอร์รัปชัน เป็นไปได้จริง พรรค ปชน. มีระบบป้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ เช่นที่ อบจ.ลำพูน ที่พรรค ปชน.เข้าไปบริหารงบต่างๆ ได้พิสูจน์แล้วว่าการรั่วไหลการทุจริต การซื้อของที่ห่างจากราคากลาง ลดลงไปมากกว่า 26.7% เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้นำ หัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก ได้พิสูจน์มาแล้วด้วยแบรนด์ของพรรค ปชน.ขอโอกาสคนทำงานซื่อสัตย์สุจริตนายชัยวัฒน์ยังกล่าวถึงการออกหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ของกระทรวงการคลังที่มีการตัดสิทธิพ่อแม่หากลูกนำไปยื่นลดหย่อนภาษีว่า การอธิบายเรื่องตัวเลขและตรรกะอาจยังไม่สมเหตุสมผล อยากให้กระทรวงการคลังที่เป็นผู้ออกนโยบาย อธิบายว่าเป็นตรรกะอะไร บางครั้งพ่อแม่อาจเป็นผู้ไม่มีรายได้ เป็นเรื่องที่ต้องนำไปปรับปรุง เมื่อถามถึงผลสำรวจนิด้าโพลโค้งแรก ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อันดับที่ 1 คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อันดับที่ 2 ยังไม่แน่ใจ นายชัยวัฒน์อยู่ที่อันดับที่ 3 ว่า โพลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือวันที่ 28 มิ.ย. ตนและผู้สมัครส.ก.ทุกคน จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด นำเสนอแนวทางนโยบายและการทำงานตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้ประชาชนให้โอกาส ต้องทำทุกวันให้ดีที่สุด และหวังว่าจะทำให้กลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจ เล็งเห็นว่าการให้โอกาสพรรค ปชน. จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคตของ กทม.ที่แตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่เราอยากขอโอกาส“อนุชา” ย้ำสตรีทฟู้ดของดี กทม.ช่วงเช้าที่ตลาดวัดแขก สีลม เขตบางรัก นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และคณะผู้บริหารพรรค และนายธนากร ลิ้มวาทะรส ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางรัก ร่วมลงพื้นที่หาเสียง เริ่มด้วยการสักการะขอพรพระแม่ศรีมหาอุมาเทวี และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดแขก ก่อนเดินหาเสียงต่อที่ตลาดแขก ซอยสีลม 20 มีประชาชนและพ่อค้า แม่ค้าทักทายขอถ่ายภาพตลอดเส้นทาง นายอนุชากล่าวว่า เรื่องเศรษฐกิจปากท้องเป็นประเด็นหลักที่ต้องดูแล ย่านสีลมเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงสถาปัตยกรรมที่ย้ำถึงความเป็นกรุงเทพฯ กทม.ควรเข้ามาดูแลโดยเฉพาะทางเท้าฟุตปาท และสตรีทฟู้ดที่เป็นของดีขึ้นชื่อของกรุงเทพฯ คนต่างชาติมาเที่ยวไทยเพื่อสิ่งเหล่านี้ดักทางอดีตผู้ว่าฯไม่เป็นอิสระจริงเมื่อถามว่าหากมีโอกาสเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างไร นายอนุชาตอบว่า เป็นหนึ่งในนโยบายของพรรค และตอนนี้ถ้าไม่พูดถึงคงไม่ได้เพราะกำลังเป็นเรื่อง มีข้าราชการ กทม.หลายคนส่งสัญญาณมา จะพูดว่าไม่มีเป็นไปไม่ได้ คำพูดที่เข้าใจง่ายคือ ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก เขาบอกเองว่า กทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่หลบเลี่ยงอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าผู้บริหารที่หมดวาระไปแล้วจะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร คน กทม.เขารู้กันหมดว่าผู้ว่าฯเป็นอิสระจริงหรือเปล่า หรือเป็นทีมเดียวกัน ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะหลายคนรอไปเลือกตั้งอย่างเดียว อย่าประเมินประชาชนต่ำไป ทั้งหมดคิดว่าประชาชนเข้าใจแล้ว ตัดสินใจได้เอง“ชัชชาติ” ท้าทาย “จิรายุ” เปิดข้อมูลที่ตลาดปัฐวิกรณ์ เขตบึงกุ่ม-บางกะปิ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่หาเสียงเดินทักทายประชาชน ได้รับการตอบรับอย่างคึกคัก จากนั้นนายชัชชาติให้สัมภาษณ์ว่า ขอบคุณผลโพลที่ออกมาดี แต่ประมาทไม่ได้ต้องทำงานหนักตลอด การเมืองมันเปลี่ยนได้ อาจเปลี่ยนช่วง 3 สัปดาห์สุดท้ายก็ได้ ต้องทำให้เต็มที่ เมื่อถามถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม. โพสต์ระบุว่ามี ผอ.เขตคนหนึ่งส่งข้อมูลมาให้เรื่องคุกคามทางเพศ นายชัชชาติตอบว่า ถ้ามีหลักฐานก็ถือเป็นเรื่องบุคคล แต่ตอนเราอยู่ไม่มีข้อมูลตรงนี้ ถ้ามีข้อมูลผู้บริหารชุดใหม่ต้องไม่ยินยอมต่อการคุกคามทางเพศ “ก็ดีครับมีข้อมูลอะไรเปิดมาเลย จะได้เอาคนที่ไม่ดีออกไป ถ้ามีเรื่องที่ไม่ถูกต้องและเป็นข้อเท็จจริง ฝ่ายบริหารต้องจัดการ ที่ผ่านมาเคยมีการร้องเรียนเรื่องผู้บริหารโรงเรียน ได้จัดการไล่ออกไปแล้ว แต่ส่วนผู้บริหารเขตยังไม่มีร้องเรียนมา”โต้เดือด “ระบบอากง” ไม่มีอยู่จริงผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ออกมาให้ข่าวช่วงนี้เป็นการดิสเครดิตหรือไม่ นายชัชชาติตอบว่า เราไม่ยินยอมเรื่องการคุกคามทางเพศอยู่แล้ว ตอนนี้ข้อมูลยังไม่มี ไม่เป็นไร ก็ทำใจร่มๆสบายๆ เป็นเรื่องของปลัด กทม.ต้องดำเนินการ ยืนยันว่าทีมเราไม่เคยมี IO ตอบโต้ มีแต่ทีมงานสื่อนโยบาย เราไม่เคยไปกล่าวร้ายคนอื่น เราอยากทำผลงาน แต่อาจมีแฟนคลับเราไปโจมตี แต่ก็บอกว่าอย่าทำอะไรเลยให้ดูผลงานเป็นหลัก อย่าไปว่าคนอื่น รับรอง 100% ไม่ใช่แนวเรา เราหาเสียงเชิงสร้างสรรค์ตลอด ไม่ใช่ต่อยมวย ไม่ใช่ฟันดาบที่ต้องไปเอาชนะคู่ต่อสู้ สุดท้ายคือเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชน ใครมีนโยบายอะไรที่ดีก็เสนอมา การที่จะไปทำลายคู่ต่อสู้เป็นเรื่องที่ไม่ดีเลย ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีความสุขในชีวิตมากขึ้นเย้ยที่เปิดมาไม่เป็นเนื้อเป็นหนังเมื่อถามว่าในระบบอากงมีข้าราชการบางส่วนทราบว่าเกิดขึ้นจริง เพราะถ้าหัวไม่ขยับหางไม่กระดิก นายชัชชาติตอบว่า ยังไม่รู้เลยว่าระบบอากงคืออะไร ไม่เห็นมีหลักฐานอะไร เป็นเพียงวาทกรรมที่สร้างขึ้นมา การแต่งตั้งโยกย้ายมีคนที่ไม่สมหวังเป็นเรื่องธรรมดา อาจมีคนไม่พอใจแล้วไปกล่าวหาว่าระบบไม่ดี แต่ไม่ได้ดูตัวเองว่ามีความสามารถหรือเปล่า เชื่อว่าระบบอากงไม่มี เลิกพูดเถอะ ที่แถลงกันมาไม่เห็นมีข้อมูลอะไรเป็นเนื้อเป็นหนัง เราเน้นความซื่อสัตย์สุจริต อย่างไรก็ตาม สงสารอากงนิดหน่อยเพราะโดนหนัก แต่มีอะไรก็ชี้แจงไปโพลโค้งแรก “ชัชชาติ” ทิ้งขาดคู่แข่งนิด้าโพลเปิดผลสำรวจประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. จำนวน 2,000 หน่วยตัวอย่าง “โค้งแรก สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ระหว่างวันที่ 2-4 มิ.ย พบว่าแนวโน้มของคนกรุงเทพฯ ในการเลือกผู้ว่าฯ กทม. มากสุดร้อยละ 67.30 จะเลือกนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รองลงมาร้อยละ 10.20 ยังไม่แน่ใจ ร้อยละ 8.20 เลือกนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ร้อยละ 7.30 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข และร้อยละ 3.10 นายอนุชา บูรพชัยศรี เมื่อจำแนกตาม 6 กลุ่มเขตการปกครองของ กทม. พบว่าทุกกลุ่มเขตฯให้คะแนนนายชัชชาติ มาเป็น อันดับ 1 โดยกลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ ร้อยละ 70.56 นายชัชชาติ รองลงมาร้อยละ 9.39 นายชัยวัฒน์ กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง ร้อยละ 64.60 นายชัชชาติ ร้อยละ 11.00 ยังไม่แน่ใจ ร้อยละ 9.09 นายชัยวัฒน์ กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก ร้อยละ 70.53 นายชัชชาติ ร้อยละ 10.16 นางมัลลิกา กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ ร้อยละ 62.99 นายชัชชาติ ร้อยละ 10.99 ยังไม่แน่ใจ ร้อยละ 9.52 นายชัยวัฒน์ กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ ร้อยละ 63.77 นายชัชชาติ ร้อยละ 10.51 ยังไม่แน่ใจ ร้อยละ 7.25 นางมัลลิกา กลุ่มเขตกรุงธนใต้ ร้อยละ 66.85 นายชัชชาติ ร้อยละ 12.64 ยังไม่แน่ใจ ร้อยละ 9.27 นายชัยวัฒน์ ส่วนแนวโน้มในการเลือก ส.ก. ส่วนใหญ่ร้อยละ 29.10 เลือกผู้สมัครอิสระร้อยละ 26.50 ระบุว่าพรรคประชาชนจับไต๋ ป.ป.ช.ฟอกขาว “ศักดิ์สยาม”ที่พรรคประชาชน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้า พรรค ปชน. พร้อมนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรค ปชน. แถลงย้ำกรณีเรื่องพรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว.กลุ่มอิสระ ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณียกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ในคดีซุกหุ้น นายปกรณ์วุฒิแถลงว่า เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยามในคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นเมื่อปี 2565 ชี้ให้เห็นว่าบริษัทมีความสัมพันธ์กับนายศักดิ์สยามอย่างไรบ้าง พบพฤติการณ์ 3 ข้อที่น่าสงสัยของ ป.ป.ช. ได้แก่ 1.ป.ป.ช.กล่าวอ้างถึงเพียงแค่การถือหุ้นเท่านั้น แต่ไม่ได้กล่าวถึงเงินที่ให้กรรมการกู้ยืมไป คือนายศักดิ์สยาม จำนวน 28 ล้านบาท ยังพบว่าเอกสารที่ หจก.ฯยื่นชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าเงินส่วนนี้ผู้สอบบัญชีเคยทวงถามไป และได้รับคำตอบกลับมาว่าให้ขอคงไว้และจะดำเนินการปรับปรุงในภายหลัง คำถามคือเรื่องหนี้สินนี้ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบหรือไม่ แล้วผลการพิจารณาเป็นอย่างไรวินิจฉัยยกฟ้องตรงข้ามกับคำร้องนายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า 2.ป.ป.ช.กล่าวถึงความผิดในลักษณะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ บอกว่าการที่ นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลบริหารกิจการ หจก.ฯ จึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามใช้อำนาจหน้าที่โดยตรง หรือใช้อำนาจใดๆ ดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา แต่ตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 126 (2) แค่ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่เข้ารับคู่สัญญารัฐในหน่วยงานที่กำกับดูแลเกินที่กำหนด หรือเกิน 5% ก็ผิดแล้วและ ป.ป.ช.ยังระบุว่า ไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะ รมว.คมนาคม เข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด แต่เจอเอกสารฉบับหนึ่งที่ ป.ป.ช.เคยทำอินโฟกราฟิก อธิบายเกี่ยวกับมาตรา 126 (2) แตกต่างจากกรณีการถือหุ้นของนายศักดิ์สยาม เป็นไปได้ว่า ป.ป.ช.ไม่ได้วินิจฉัยเลยว่าตกลงแล้วนายศักดิ์สยามยังถือหุ้นอยู่ ณ วันที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ แต่กลับไปไต่สวนว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือไม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 126 (2) แม้แต่นิดเดียวจวกเลือกปฏิบัติ–ทำไม่โปร่งใสนายปกรณ์วุฒิกล่าวต่อว่า 3. นับตั้งแต่ที่ตนไปยื่นคำร้องครั้งแรกกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ขณะนั้น ไม่เคยได้รับจดหมายเรียกให้ไปให้ถ้อยคำ หรือข้อมูลใดๆกับ ป.ป.ช.แม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยได้รับการแจ้งความคืบหน้าคำร้อง และไม่เคยได้รับการแจ้งให้ทราบเลยว่ามีการยุติเรื่อง หรือคำร้องใดๆ นี่จึงเป็นปัญหาในการเลือกปฏิบัติของ ป.ป.ช. ว่าจะรับฟังข้อมูลจากฝ่ายใด หรือจะไต่สวนไปในทิศทางใด และเป็นปัญหาความโปร่งใสของ ป.ป.ช.ที่ไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณะทราบในระหว่างกระบวนการและจบกระบวนการ“ไอติม” มิวายสงสัยปกป้อง “น้ำเงิน”นายพริษฐ์แถลงย้ำข้อพิรุธ 4 ข้อ ที่ ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกรณีของนายศักดิ์สยาม คือ 1.ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง 2.ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.ควรใช้ในการพิจารณา ควรเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาและวินิจฉัย เพราะมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่น เช่น การโอนหุ้น เส้นทางการเงิน ใบวางบิลที่ข้อสงสัย หรือเรื่องที่อยู่ของบริษัท ทั้งหมดนี้มีความหนักแน่นเพียงพอที่ ป.ป.ช.ควรใช้วินิจฉัย และไม่ควรยกคำร้อง 3.มีพฤติกรรมปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบ และ 4.ป.ป.ช.ละเว้นการตรวจสอบ ในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุผลป.ป.ช.ไม่วินิจฉัยเรื่องฐานความผิดการขัดการแห่งผลประโยชน์ หรือไม่วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่หรือไม่ เป็นความพยายามในการปกป้องนายศักดิ์สยาม หรือช่วยน้ำเงินหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช.คงทราบดีว่าหากต้องวินิจฉัยในประเด็นความผิดนี้ด้วยหลักฐานทั้งหมด ป.ป.ช.คงไม่สามารถวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าว และกระทำความผิดตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช.มาตรา 126“ลูกหนู” อวยพรวันเกิด 90 ปี “ปู่จิ้น”วันเดียวกัน เวลา 12.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โพสต์รูปภาพครอบครัวในวัยเด็กผ่านเฟซบุ๊กอวยพรวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 90 ปีของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา พร้อมข้อความว่า “Happy 90th Birthday Papa What a blessing life you have given me.” แปลเป็นภาษาไทยว่า “สุขสันต์วันเกิดครบ 90 ปีครับปะป๊า ชีวิตที่มอบให้ผมเป็นชีวิตที่มีความสุขล้ำค่า เป็นพรที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน”ยกคณะเยือนเวียดนาม 8–9 มิ.ย.น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายก รัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย. ที่กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนามและภาคเอกชน สานต่อความร่วมมือในทุกมิติ โดยมีรัฐมนตรีร่วมคณะ อาทิ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทยกว่า 10 บริษัท ทั้งนี้ นายอนุทินจะใช้โอกาสนี้หารือกับผู้นำเวียดนามในระดับการเมือง ทั้งประธานาธิบดีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม รวมถึงพบปะภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในเวียดนาม เพื่อผลักดันความร่วมมือจากความสัมพันธ์ที่ดี ไปสู่ความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายร่วมกัน“นรเศรษฐ์” วอนจับมือผ่าทางตันขณะที่นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ของ สว.และคณะ กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนต่อประธานรัฐสภา รวมถึงหารือกับศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 มิ.ย. ประเด็นที่มาของ ส.ส.ร.ว่า ร่างของภาคประชาชนที่ตั้งใจยื่นยังติดเงื่อนไขต้องล่ารายชื่อให้ได้ 5 หมื่นรายชื่อ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในเงื่อนเวลาอยากให้รัฐสภาพิจารณาและฟังภาคประชาชน โดยยืดหยุ่นเวลา เปิดให้ประชาชนมีโอกาสได้เสนอร่าง เมื่อถามถึงร่างของ สว. น่าจะมี สส.พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และ สว.ร่วมลงชื่อได้ถึง 140 คน นายนรเศรษฐ์ตอบว่า อยากให้หลายพรรคการเมืองทั้งที่เสนอร่างหรือไม่ได้เสนอร่างร่วมลงชื่อด้วย เพราะเป็นร่างที่เคลื่อนโดยยึดประชาชนเป็นหัวใจแกนกลางลุ้นแง้มประตูออกจาก รธน. “ซือแป๋”เมื่อถามว่าร่างเวอร์ชัน สว.ที่เน้นตรวจสอบถ่วงดุล โปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วม มีภาคส่วนอื่นๆ สนับสนุนอย่างไร นายนรเศรษฐ์ตอบว่า มี สว.ที่มีอุดมการณ์คล้ายกัน คณะทำงานภาคประชาชนจัดประชุมกลุ่มย่อย พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการหลายท่าน ข้อห่วงใยของภาคประชาชน นับเป็นร่างที่กลั่นกรองมาพอสมควรก่อนเปิดประตูบานต่อไปเสนอเข้ารัฐสภา เมื่อถามว่าเนื้อหาใน ร่างเป็นโมเดลปิดประตูการสืบทอดอำนาจ เพื่อเปิดให้อำนาจผู้สถาปนาอำนาจตัวจริง คือประชาชน เข้ามาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเต็มที่ นายนรเศรษฐ์ตอบว่า ยังปิดประตูไม่ได้ 100% ขอแค่เปิดประตูบานเล็กๆดีกว่า เพื่อเป็นประตูออกจากรัฐธรรมนูญ 60 ที่ถูกออกแบบให้มีเงื่อนไขล็อก หรือห้องที่ถูกปิดตายแก้ไขได้ยากมาก แต่เมื่อออกจากประตูแล้วคงไม่ได้เจอสวนทุ่งดอกไม้ อาจออกไปในสถานการณ์ที่ต้องกลืนเลือดกันบ้างปลุกคนไทยปลดล็อกระบอบน้ำเงินเมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวจับมือภาคประชาชน เพื่อชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคใหญ่ในการปลดล็อกระบอบสีน้ำเงิน ที่สยายปีกคุมองค์กรตามรัฐธรรมนูญเกือบทั้งหมดแล้ว นายนรเศรษฐ์ตอบว่า การขับเคลื่อนส่งเสียงของภาคประชาชน หากดังมากพออาจเป็นเงื่อนไขเดียวทำให้ช่วยปลดล็อกนี้ได้ โดยเฉพาะองค์กรต่างๆที่ถูกประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระ ขอย้ำว่าปัญหาปากท้องจะแก้ไม่ได้เลยถ้าการเมืองไม่เสถียร หลายปัญหาสามารถแก้ไปพร้อมกันได้ ดังนั้นประชาชน 21.6 ล้านเสียง ต้องมาเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ขอเสียงเหล่านี้อีกครั้ง เพื่อออกจากล็อก และขับเคลื่อนผลักดันเปลี่ยนแปลง เพราะระบอบตามที่ระบุถ้าเป็นไปได้เขาไม่อยากเปลี่ยนแปลงหากรู้สึกว่าไปลดทอนอำนาจให้น้อยลง และไปเพิ่มอำนาจให้ประชาชนเพิ่มขึ้น“อดุลย์” เปิดเวทีตรวจสอบรัฐบาลด้านนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ผู้ก่อตั้งสภาที่ 3 กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้น่าเป็นห่วงเรื่องคอร์รัปชันเชิงนโยบายเริ่มเกิดขึ้น ต้องจับตาเงินกู้ 2 แสนล้าน ที่จะลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริต หรือ คตท.ขึ้นมา แต่ไม่ได้ทำให้สังคมเชื่อใจปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันได้มากน้อยแค่ไหน ยกเว้นถ้านายกฯจะจัดการให้เห็นชัดเจน และสภาที่ 3 ที่ทำหน้าที่กระบอกเสียงสาธารณะ จะจัดเสวนาเป็นซีรีส์ 4 ครั้ง ทุกวันศุกร์ เริ่มวันที่ 12 มิ.ย. หัวข้อแก้ไขสิ่งที่ผิด วันที่ 19 มิ.ย. หัวข้อ ปัญหาก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ วันที่ 26 มิ.ย. หัวข้อแก้ไขโครงสร้างพลังงานที่ไม่ถูกต้อง และ 3 ก.ค. หัวข้อทวงคืนสมบัติชาติให้ รฟท. ส่วนร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่อยู่ในชั้นวุฒิสภา มีหลักการที่ต้องการให้ประเทศเกิดความสมานฉันท์ ขอให้วุฒิสภาเร่งพิจารณากฎหมาย ขออย่าให้แก้ไขเนื้อหาจนผิดไปจากเจตนารมณ์ตามหลักการและเหตุผลเดิม เพราะจะนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะปัจจุบันบ้านเมืองต้องการความสมานฉันท์“กมลศักดิ์” แฉพิรุธปืนผี ทร.โผล่ที่ จ.นราธิวาส นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ แถลงว่าเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งพนักงานสอบสวน กองทัพเรือ กรมคุ้มครองสิทธิฯ และบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ เข้าชี้แจง หลังคดีลอบยิงและจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 คน ไม่มีความคืบหน้า โดยเฉพาะข้อมูลการใช้โทรศัพท์ 11 หมายเลขที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ รู้สึกไม่สบายใจจากข้อมูลในทางลึกว่ามีกระบวนการบางอย่างพยายามปิดกั้น ไม่ให้หมายเลขโทรศัพท์เหล่านี้เข้าสู่สำนวนการสอบสวน ที่น่าตกตะลึงที่สุด คือ ผลการตรวจพิสูจน์พานท้ายอาวุธปืนของกลาง 2 กระบอก ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ กระบอกแรกเป็นอาวุธปืนเอ็ม 16 จากการตรวจสอบบัญชีกรมสรรพาวุธ กองทัพเรือ ปืนกระบอกนี้ถูกขึ้นบัญชีว่าทำลายเพราะเสื่อมสภาพตั้งแต่ปี 2563 พร้อมกับปืนอื่นๆรวม 40 กระบอก แต่กลับมาโผล่ใช้ก่อเหตุยิงตน ที่สำคัญผลกองพิสูจน์หลักฐานระบุชัดเจนว่าปืนยังใช้งานได้ดีปกติถามปืนที่ตายไปแล้วคืนชีพได้ไงนายกมลศักดิ์กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตนแล้ว ต้องตั้งคำถามดังๆไปยังกองทัพเรือว่าปืนอีก 39 กระบอกในลอตเดียวกัน ตกไปอยู่ในมือใครบ้าง กระบวนการทำลายปืนทำกันอย่างไร เหตุใดปืนที่ตายแล้วถึงฟื้นคืนชีพมาไล่ยิงคนได้ ส่วนปืนอีกกระบอกสลักข้อความภาษาอังกฤษระบุชัดเจนว่าเป็นอาวุธที่กองทัพสหรัฐฯส่งมอบให้กองทัพไทย คาดว่าเป็นปืนที่ได้มาจากการฝึกร่วม แต่กลับหลุดรอดมาอยู่ในมือกลุ่มมือปืนได้อย่างไร ประเด็นนี้ต้องขยายผลสอบสวนย้อนกลับไปตั้งแต่กองทัพ กระทรวงกลาโหม ไปจนถึงสถานทูตสหรัฐฯยืนยันว่าจะสู้ให้ถึงที่สุด หาข้อมูลเข้าสำนวนให้มากที่สุด หากพบว่ากระบวนการทำสำนวนคดีมีข้อบกพร่องหรือส่อเจตนาไม่ชอบมาพากล ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายไม่มีละเว้นยัน UNCLOS ไม่มีแบ่งผลประโยชน์อีกเรื่อง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีความกังวลเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ในประเด็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า เป็นกระบวนการหารือและพิจารณาแนวเขตทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่การเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน หรือแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว รัฐบาลไทยมีจุดยืนชัดเจนทั้งหมดเพื่อรักษาสิทธิ อธิปไตย และผลประโยชน์ชาติในระยะยาว การที่ไทยเข้าร่วมกระบวนการตาม UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าไทยยอมรับข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย หรือยอมรับแนวทางใดล่วงหน้า แต่เป็นการใช้กลไกสากลที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคีร่วมกัน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ดำเนินการใดๆที่กระทบต่ออธิปไตยของชาติ ไม่ใช่การยกผลประโยชน์ของชาติให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งงัด WTO สู้มาเลเซียกีดกันกุ้งไทยน.ส.รัชดายังกล่าวถึงกรณีทางการมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราวว่า ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแล้ว ทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว กำหนดมาตรการเร่งด่วน 13 มาตรการ ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตกุ้งที่ได้รับผลกระทบประมาณเดือนละ 400 ตัน ใกล้เคียงกับปริมาณส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซียเฉลี่ยเดือนละ 300-400 ตัน หรือราว 44 ล้านบาทต่อเดือน มาตรการระยะสั้นจะเดินทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ผ่านกิจกรรมในจีน รวมถึงการจับคู่ธุรกิจออนไลน์ และการโปรโมตกุ้งไทยในงานแสดงสินค้าอาหารระดับโลก SIAL ส่วนระยะยาว กรมประมงและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ จะเร่งหารือกับทางการมาเลเซียเพื่อคลี่คลายปัญหา ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ติดตามใกล้ชิด และเตรียมยกระดับประเด็นเข้าสู่เวที WTO และอาเซียน หากจำเป็นอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่