ประธานสภา โสภณ ซารัมย์ แจ้งว่าจะบรรจุวาระการพิจารณา แก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7-8 ก.ค.นี้ หากในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการฯไม่ล่าช้า จะผ่านขั้นตอนต่างๆได้เร็วขึ้นรวมทั้งบอกด้วยว่า ระบอบสีน้ำเงิน ไม่เป็นอุปสรรคในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยากให้ก้าวผ่านเรื่องสี เพื่อประโยชน์ของประชาชนสส.พรรคประชาชน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย ซึ่งข้ออ้างของนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ไม่รู้เรื่องนี้ ฟังไม่ขึ้น แขวะมีอำนาจบางอย่างที่อยู่เหนือนายกฯจริงเท็จประการใด มีผู้ประสงค์ไม่ออกนามที่มีอำนาจมากกว่า รัฐบาลสีน้ำเงิน ต้องการให้ผ่านโครงการ แลนด์บริดจ์ โดยเร็วที่สุด ถึงขนาดไม่ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการในสภา ขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้แนวคิดในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมอ่าวไทย-ทะเลอันดามัน ให้เป็นเส้นทางขนส่งแห่งใหม่ หรือ แลนด์บริดจ์ รัฐบาลตั้งให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง เป็นประธานโครงการนี้ ทั้งที่รองนายกฯที่กำกับดูแลโดยตรงคือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม มีกรอบเวลาในการศึกษาโครงการ 90 วันว่าไปแล้วโครงการนี้เริ่มต้นในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้การผลักดันของศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคมสมัยนั้น สานต่อมาในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร จนถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล อีกรอบ รัฐบาลอนุทินก็อยู่ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย ศักดิ์สยามก็เป็น รมต.สังกัดพรรคภูมิใจไทยผลจากการศึกษาที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น สภาพัฒน์ ที่ร่วมมือกับ จุฬาฯ มีการศึกษาแนวทางพัฒนาภาคใต้ถึง 4 โครงการ รวมทั้ง แลนด์บริดจ์ ด้วย แต่ไม่มีการฟังธงว่าจะต้องเป็นแลนด์บริดจ์ ยกเว้นการศึกษาของ สำนักนโยบายและแผนการขนส่งการจราจร หรือ สนข. ภายใต้สังกัด กระทรวงคมนาคม ที่เน้นว่าต้องเป็น โครงการแลนด์บริดจ์ เมื่อเทียบกับโครงการขุดคลองเชื่อมทะเลสองฝั่งทั้งนี้ แนวทางการศึกษาของ สภาพัฒน์ และจุฬาฯ เห็นว่า ไม่ควรมีโครงการใดๆเลย ไม่ว่าจะเป็นแลนด์บริดจ์ หรือคลองไทยหรือโครงการทวาย ที่เหมาะสมที่สุดคือ ไม่มีโครงการใดๆ แต่ให้ดำเนินการจากสิ่งที่มีอยู่เดิมในการพัฒนาพื้นที่การผลิตและการค้าตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ภายใต้แผนปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้โดยเฉพาะ โครงการแลนด์บริดจ์ ผลการศึกษาระบุว่า ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ ความเหมาะสมอยู่ในระดับต่ำกว่าโครงการคลองไทยและโครงการทวายด้วยซ้ำส่วนผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีผลกระทบทุกโครงการที่ไม่อาจประเมินค่าได้ โดยเฉพาะพื้นที่มรดกโลก พื้นที่อุทยานหรือพื้นที่ป่าสงวน โดยเฉพาะบริเวณที่จะใช้ในการก่อสร้างโครงการอยู่ห่างจากพื้นที่ชุ่มน้ำอ่าวทุ่งคา-อ่าวสวี อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ที่มีความสำคัญระดับนานาชาติแค่ 2 กม.เท่านั้น สรุปว่าได้ไม่คุ้มเสียทุกมิติการเมืองก็สีน้ำเงิน เศรษฐกิจก็ยังจะสีน้ำเงินอีก ปัดโธ่.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม