ผลประชามติเห็นชอบสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยิ่งเสียงประชาชน 21.6 ล้านคนยืนยันถึงความจำเป็น เป็นสัญญาณเตือนรัฐบาลถ้าไม่ทำเชื่อก็อยู่ต่อไปไม่ได้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พลิกมุมคิดในจังหวะที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังไม่มีความชัดเจนเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (รธน.) ตามผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญโดยพยายามแนะนำให้รัฐบาลอย่ามองการเมืองระยะสั้น ที่เพียงรักษาอำนาจภายใต้กติกาบิดเบี้ยวที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับตัวเองอยากให้มองการเมืองระยะยาว ถ้าไม่แก้ รธน.มีผลเสีย ท้ายสุดคุณไม่สามารถกลับมามีอำนาจได้ เพราะกติกาแบบนี้มันไปสร้างความได้เปรียบแก่คนที่อยู่ในอำนาจอีกรอบหนึ่ง ตัวคุณเอง ณ วันนั้นอาจรู้สึกเสียดาย ในวันที่มีอำนาจกลับไม่ทำให้กติกาดีขึ้น ท้ายสุดมันก็กลับมา “ทิ่มแทงตัวคุณเอง”ฉะนั้นขอให้ “ซื่อสัตย์ รักษาสัจจะ” ที่ให้ไว้กับประชาชน โดยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ร่างกติกาใหม่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย บนหลักการสำคัญนำบ้านเมืองไปสู่สิ่งที่ดีงามส่วนฝ่ายค้านที่เคลื่อนไหว ขอตั้งข้อสังเกตยังอยู่ในลักษณะแบบสองจิตสองใจ ทั้งเหมือนกับว่าพฤติการณ์ของรัฐบาลถือว่าเบี้ยวตั้งแต่ต้น อย่างนี้คงไม่รอแล้ว ต้องดำเนินการขับไล่ แต่อีกฝั่งหนึ่งเปิดโอกาสให้เริ่มต้นกันใหม่ โดย สส.เข้าชื่อเสนอร่างใหม่ที่ดีกว่าเดิมเส้นทางที่สองต้องมีกรอบเวลา โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องทำอย่างน้อยที่สุด 1 สัปดาห์หลังจากวันที่ 13 พ.ค.69 ที่พ้นกรอบเวลาดึงร่างกฎหมายเก่าขึ้นมาเสนอในสภาฯได้1 สัปดาห์ผู้นำประเทศต้องประกาศโรดแม็ปให้เห็นเส้นทางร่าง รธน.ฉบับใหม่เสร็จ ลงประชามติครั้งที่ 2 ลงประชามติครั้งที่ 3 เมื่อไหร่ สมมติ วันที่ 19 พ.ค. ตามที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุจะนำร่าง รธน.ฉบับพรรคภูมิใจไทยเข้าที่ประชุมพรรค เพื่อเปิดให้ สส. 192 คนลงชื่อเสนอแก้ไข รธน.พรรคเดียวอันนี้ยังรับได้ ยังอยู่ในกรอบ 1 สัปดาห์ มีการพลิกสถานการณ์กลับ ถ้าทำจริงนับว่าเป็นความจริงใจระดับหนึ่ง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลพูดไม่ชัดเจน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ถึงกับโบ้ยเป็นเรื่องของสภาฯ รัฐบาลไม่เกี่ยวทั้งที่รัฐบาลมีส่วนสำคัญ ทำให้สภาฯทำงานต่อไปได้ด้วยความรวดเร็วมากขึ้น เอาร่างแก้ รธน.เก่าส่งเข้าไป อย่างน้อยที่สุดไม่เสียเวลาถกเถียงกันพิจารณาวาระ 1 ขั้นรับหลักการใหม่ ไม่ต้องไปลุ้นว่าวาระที่ 1 มีเสียง สว. 1 ใน 3 เห็นด้วยหรือไม่ แต่รัฐบาลก็ไม่ทำขณะเดียวกันหลังมีโรดแม็ป 1 สัปดาห์แล้ว ราว 1 เดือนควรได้มีโฉมหน้าร่างแก้ไขรธน. มาตรา 256 ให้ประชาชนได้เห็น ถ้าทำไม่ได้ถือว่าไม่มีฝีมือ สิ่งที่เสนอใหม่ดีกว่าเดิม หรือแท้จริงแล้วมุ่งเอาเปรียบ สร้างมาเพื่อรักษาอำนาจของพวกพ้องมากกว่าเก่า ต้องกางให้ประชาชนเห็นหลังจากนั้นกระบวนการในสภาฯ อย่างน้อยที่สุดครบ 3 เดือน ต้องบรรจุเข้าพิจารณาวาระที่ 1 รับหลักการ โดยผ่านวาระนี้ให้เห็น เพื่อให้เห็นความคืบหน้าจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ไม่ใช่ไปคว่ำกันอีก เหมือนมีคนระบุว่า ปัญหาปากท้องของประชาชนสำคัญกว่า รธน.ค่อยไปดำเนินการช่วงปลายรัฐบาลนี้ คำถามคือรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่รัฐบาลจะตาย“วันนี้รัฐบาลไม่แก้รธน. มันอาจเป็นปลายของรัฐบาลก็ได้ เพราะคำว่าปลายรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้หมายความว่าอยู่ครบ 4 ปีมันอาจเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเมื่อไหร่ก็ได้ และถ้าเป็นช่วงปลายรัฐบาลแล้วทำไม่ทัน ก็ถูกประณาม ประชาชนหมดศรัทธา ไม่เลือกรัฐบาล มันจะเป็นบทเรียนที่เจ็บปวด”ดูท่าทีการแก้ รธน.ของรัฐบาลผ่านนายภราดร ปริศนานันทกุล แล้วเป็นอย่างไร นายสมชัย บอกว่า หลังจากดูท่าทีของนายกฯ ไม่ได้ทำให้ท่านได้รับความเชื่อถือจากประชาชน แต่เมื่อนายภราดรระบุออกมาเช่นนั้น นับเป็นการสร้างบรรยากาศในทางที่ดี ผ่อนคลายขึ้นอย่างน้อยพรรคภูมิใจไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ ยังรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายและหาทางแก้ไข แต่ถ้าวันที่ 19 พ.ค. ประชุมพรรคภูมิใจไทยเสร็จแล้วยังยึกยัก นายภราดรอาจกลายเป็นบุคคลคนที่ 2 ซึ่งไม่ได้รับความ เชื่อถือจากประชาชนบรรยากาศหลังการเลือกตั้ง เจออิทธิฤทธิ์องค์กรอิสระกลายเป็นเชื้อเพลิงเร่งรื้อ รธน.ฉบับใหม่อย่างไร นายสมชัย บอกว่า องค์กรอิสระมีปัญหาตั้งแต่ระดับทำงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง แต่ที่รุนแรงกว่าคือตัวองค์กรอิสระมัวหมอง ทั้งในส่วนของ ป.ป.ช. กกต.ที่จัดเลือกตั้งไม่เรียบร้อย และไปกล่าวหาประชาชนผลสำรวจโพลสะท้อนประชาชนไม่เชื่อมั่น กกต. เมื่อถึงเวลาร่าง รธน.ใหม่ กลายเป็นว่าไม่เห็นความสำคัญที่ต้องมีองค์กรแบบนี้ เพราะมีแล้วไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่อยากทุบหม้อข้าวตัวเอง ต้องปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นแก้ไข รธน. มาตรา 256 ควรมีรูปแบบอย่างไร นายสมชัยบอกว่า ต้องเปิดให้มีกลไกของประชาชนที่หลากหลาย มีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ตัวแทนพื้นที่ต่างๆเข้าร่วมให้มากที่สุด เป็นการสร้างกลไกเลือกทางอ้อม 2 ชั้น โดยเลือกมารอบหนึ่งและสภาฯเลือกอีกรอบหนึ่ง กำหนดสัดส่วนไม่ผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งผลสุดท้ายต้องมีความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายไม่ใช่ประเภทประชาชนเลือกมารอบหนึ่ง พอเลือกโดยสภาฯ ใช้เสียงข้างมากของสภาฯ แบบนี้รัฐบาลก็กินรวบ การออกกติกาเลือก 2 ชั้น และให้การเลือกชั้นที่มีความเป็นธรรม เชื่อว่าคุณมีฝีมือทำได้อาจมีการเบี่ยงประเด็นไปแก้ รธน.รายมาตราแทนร่าง รธน.ใหม่ นายสมชัย บอกว่า แก้รายมาตราได้ แต่ไม่ได้เป็นเจตนารมณ์ของการทำประชามติ ตราบใดรัฐบาลยังไม่แก้ รธน.ทั้งฉบับ ก็อยู่ภายใต้การจดจำของประชาชนว่า “เป็นพรรคที่ไม่รักษาสัจจะ ไม่ฟังเสียงประชาชน”ยิ่งการทำประชามติมาจากการริเริ่มของรัฐบาล ประชาชนไม่ลืมแน่ ทดสอบได้ว่าประชาชนลืมหรือไม่ ขอให้ติดตามดูผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่าจะออกมาอย่างไรภาคประชาชนและภาคการเมืองต้องขยับให้มี รธน.ฉบับใหม่ เพื่อทำให้ประชามติเข้มขลังขึ้น นายสมชัย บอกว่า 21.6 ล้านเสียงของประชาชนที่เห็นชอบผ่านประชามติรัฐบาลบิดพลิ้วเบี้ยวไม่ได้เด็ดขาด หากเบี้ยว ประชาชนรู้สึกไม่พอใจ มันจะสะสมรุนแรงขึ้น ไม่อยากให้รัฐบาลประมาท ดูแคลนเสียงของประชาชน เหมือนรัฐบาลมีอำนาจ ทำอะไรก็ได้ ถึงเวลาเบี้ยวก็เบี้ยวรัฐบาลในอดีตมีเสียงเข้มแข็ง อำนาจเบ็ดเสร็จกว่า ทหารอยู่เบื้องหลัง แต่รัฐบาลไม่สามารถสร้างความพอใจแก่ประชาชนได้ รัฐบาลชุดนั้นยังล้มได้อย่าประมาททำให้ประชาชนรู้สึกผิดหวัง จนมีความรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ซื่อสัตย์ ไม่จริงใจ ไม่รักษาสัจจะ พังมานักต่อนักแล้วขอย้ำในชีวิตหนึ่งเราเห็นหลายครั้งที่รัฐบาลเข้มแข็งมากๆ จนทุกคนคิดว่าอยู่ค้ำฟ้า เมื่อประชาชนไม่เชื่อมั่นไว้วางใจ สุดท้ายพังทลายไปได้เหมือนกันภาคประชาชนควรขยับอย่างไร เพื่อให้ร่าง รธน.ผ่านวาระ 1 ภายในกรอบเวลา 3 เดือน นายสมชัย บอกว่า ภาคประชาชนรอดูรัฐบาล พรรคการเมือง และนายกฯ มีความจริงใจแค่ไหน ยังให้โอกาส แต่ให้โอกาสไม่เยอะไม่นานส่วนตัวในฐานะเห็นเหตุการณ์ต่างๆมาพอสมควรรู้ว่ายิ่งคุณรักษาอำนาจ อำนาจยิ่งหลุดลอยไปจากมือของคุณ ยิ่งคุณทำตัวไม่สนใจที่รักษาอำนาจ แต่สนใจรักษากติกาที่ดีที่สุด สร้างกติกาที่ดีที่สุดให้บ้านเมือง คนก็ยกย่อง ส่งเสริมคุณให้มีอำนาจที่ยาวนานขึ้นขอเตือนตามสัจธรรมการเมืองไทยยิ่งรักษาอำนาจก็ยิ่งไม่เหลืออำนาจ.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม