การเยือนจีนเป็นทางการของ ประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมด้วยนักธุรกิจระดับโลกของสหรัฐฯ ระหว่าง 13–15 พ.ค. ที่กรุงปักกิ่ง จบลงอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ ประธานาธิบดีทรัมป์ และ ประธานาธิบดีสี ต่างถ้อยทีถ้อยแถลงด้วยคำหวานอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ประธานาธิบดีทรัมป์ บอกกับสื่อว่า “ประสบความสำเร็จมาก เป็นสิ่งที่โลกต้องจดจำ” และ ประธานาธิบดีสี ก็แถลงว่า “เป็นการเยือนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” แต่สองฝ่ายกลับ ไม่มีการแถลงถึงผลการเจรจาและข้อตกลงใดๆ ที่สองผู้นำเจรจากันมาตลอดสองวันอย่างยาวนานแต่ประเด็นที่โด่งดังไปทั่วโลกกลับเป็นสปีชของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนที่พูดถึง Thucydides Trap หรือ “กับดักของทูซิดิดีส” ในการต้อนรับประธานาธิบดีทรัมป์ประธานาธิบดีสี กล่าวว่า “ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เราไม่เคยเห็นมานานนับศตวรรษ กำลังเร่งตัวขึ้นทั่วโลก สถานการณ์ระหว่างประเทศก็เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน โลกได้เดินมาถึงทางแยกใหม่ที่สำคัญ” แล้วสีก็ตั้งคำถามว่า “จีนและสหรัฐอเมริกาจะสามารถก้าวข้าม “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) ได้หรือไม่? และร่วมกันสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างมหาอำนาจแนวใหม่ได้หรือไม่? เราจะสามารถร่วมกันรับมือกับความท้าทายระดับโลก และนำเสถียรภาพมาสู่ประชาคมโลกได้หรือไม่? และเพื่อประโยชน์ในความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเราทั้งสองประเทศ และอนาคตของมนุษยชาติ เราจะสามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสให้กับความสัมพันธ์ทวิภาคีของเราได้หรือไม่?”กับดักทูซิดิดีส (Thucydides Trap) คืออะไร ทำไม ประธานาธิบดีสี จึงพูดประโยคนี้เรื่องนี้ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีการอุดมศึกษาฯ นักคิดเชิงยุทธศาสตร์ ได้ส่งมาให้ผมอ่านตั้งแต่หลายวันก่อน ก่อนที่ ประธานาธิบดีสี จะพูดประโยคนี้ในสปีชต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ “กับดักของทูซิดิดีส” คือ แนวคิดทางรัฐศาสตร์ที่ใช้อธิบายสภาวะอันตราย เมื่อ “มหาอำนาจเดิม” (Ruling Power) เกิดความระแวงต่อการเติบโตของ “มหาอำนาจใหม่” (Rising Power) ทำให้ความตึงเครียดค่อยๆสะสม จนในที่สุดอาจลงเอยด้วยสงครามระหว่างมหาอำนาจเก่ากับมหาอำนาจใหม่แนวคิดนี้อ้างอิงมาจาก “สงครามเพโลพอนนีเซียน” ในกรีกโบราณ เมื่อความรุ่งเรืองของ “เอเธนส์” ทำให้ “สปาร์ตา” รู้สึกว่าถูกคุกคาม จนนำไปสู่สงครามที่ยืดเยื้อและทำลายทั้งสองฝ่าย “กับดักทูซิดิดีส” ไม่ใช่เพราะ “ผู้นำเกลียดกัน” แต่ “โครงสร้างอำนาจ” ทำให้สองฝ่ายมองกันด้วยความหวาดระแวง แม้แต่การป้องกันตนเองของมหาอำนาจใหม่ ก็ยังทำให้มหาอำนาจเก่ารู้สึกว่าเป็นภัยคุกคาม อย่างที่เราเห็นสหรัฐฯคิดและมองจีนแบบนี้Graham Allison นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่ศึกษาเรื่องนี้ในประวัติศาสตร์ชี้ว่า กรณีมหาอำนาจใหม่ขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิม มักจะลงเอยด้วยสงคราม จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด 16 กรณี พบว่าจบลงด้วยสงครามถึง 12 กรณี แต่โลกในปี 2026 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ชี้ว่า แตกต่างจากอดีตในหลายมิติ เพราะวันนี้เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ซัพพลายเชนกระจายข้ามพรมแดน ตลาดทุนเชื่อมโยงกันทั่วโลก และเทคโนโลยีกลายเป็นทั้ง “เครื่องมือพัฒนา” และ “อาวุธเชิงยุทธศาสตร์” นี่คือยุค Weaponized Interdependence โลกที่ยังพึ่งพากันอยู่ แต่การพึ่งพานั้นถูกเปลี่ยนให้เป็น “อาวุธ”หากเศรษฐกิจจีนสะเทือน สหรัฐฯย่อมได้รับผลกระทบ หากสหรัฐฯตัดจีนออกจากระบบโลก โลกทั้งระบบก็จะเผชิญแรงกระแทกครั้งใหญ่จาก “ความพินาศร่วม” (Mutual Disruption) จะกลายเป็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “ตัวยับยั้งสงคราม” ไปพร้อมกันสำหรับ ประเทศไทย บทเรียนสำคัญจาก Thucydides Trap ไม่ใช่การรีบเลือกข้าง ดร.สุวิทย์ แนะนำว่า ไทยต้องสร้าง “คุณค่าเชิงยุทธศาสตร์” ให้โลกไม่สามารถมองข้ามเราได้ ไทยต้องเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานใหม่ มีนโยบายการทูตเป็นกลาง เป็นผู้เชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์กับอาเซียน เป็นพื้นที่ที่มหาอำนาจต้องรักษาความสัมพันธ์มากกว่ากดดันให้เลือกฝ่าย ถ้ารัฐบาล นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถทำได้ จะเป็นทางออกที่สวยหรูของอนาคตประเทศไทยเลยทีเดียว.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม