4 แสนล้านผ่านฉลุย เหตุมาจากสงครามตะวันออกกลางทำให้เกิดผลกระทบ ไม่ว่าประเทศไหนต่างก็เจอไม่ต่างกัน ผลกระทบครั้งนี้ทำให้เกิดวิกฤติที่ไม่ธรรมดา เรียกว่าเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติก็ได้เนื่องจากไม่ใช่ครั้งเดียวจบเหมือนโควิดแต่จะตามมาเป็นระลอก เนื่องจากความไม่แน่นอนว่าจะจบเมื่อใดนี่คือเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลจะต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินมาแก้ไขปัญหาด้วยวาระพิเศษเร่งด่วนเงินก้อนใหญ่นี้จะนำไปใช้ 2 เรื่องใหญ่2 แสนล้านบาทแรกจะนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอีก 2 แสนล้านบาทจะนำไปปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศจากน้ำมันไปเป็นพลังงานทดแทน พูดง่ายๆว่าเป็นการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสถือว่าเป็นจังหวะที่ดีเนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ไม่มีบ่อน้ำมันเหมือนประเทศแถบตะวันออกกลาง จึงต้องซื้อน้ำมันจากแหล่งต่างๆเมื่อมีเหตุเกิดขึ้นอย่างครั้งนี้จึงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวจึงต้องปรับไปใช้พลังทดแทนที่สามารถผลิตเองได้จากน้ำ ลม แสงอาทิตย์ที่โลกกำลังพัฒนาไปในทิศทางนี้!นอกจากไม่ต้องพึ่งพาประเทศที่ผลิตน้ำมันแล้ว ยังทำให้สิ่งแวดล้อมโลกดีขึ้นได้มีอากาศสะอาดที่ไร้มลพิษเม็ดเงินก้อนใหญ่นี้คือภาษีของประชาชนจึงอยู่ที่การบริหารจัดการของรัฐบาลว่าจะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนที่สำคัญคือความคุ้มค่าที่กลัวๆกันก็คือใช้เงินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ใช้อีลุ่ยฉุยแฉก ทุจริตคอร์รัปชัน เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วแต่รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้เงินให้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับผิดชอบสูงสุดจำคำนี้เอาไว้ด้วยที่มีข่าวก่อนหน้านี้ว่ารัฐบาลจะกู้ 5 แสนล้านบาท จะเพิ่มเพดานเงินกู้เป็น 75% แต่รัฐบาลยืนยันแค่นี้ก็พอแล้วเหมาะสมที่สุดเพราะหากกู้เกินเพดานจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องเครดิตของประเทศได้ก็หวังว่าสงครามน่าจะยุติโดยเร็วเพื่อมิให้เกิดผลกระทบไปมากกว่านี้เดี๋ยวก็ต้องกู้เพิ่มอีกนั้นมันไม่ดีเลยพูดง่ายๆว่ายิ่งสู้กันยาวก็ยิ่งยุ่งยากยาวไปอีกรัฐบาลแทนที่จะได้ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ ก็ต้องวนอยู่กับปัญหานี้ไม่สิ้นสุดเพราะประเทศยังต้องมีงานอีกเยอะที่จะต้องทำเพื่อให้ประเทศพัฒนาต่อไปข้างหน้าได้โดยเฉพาะการหารายได้เข้าประเทศวันนี้ยังไม่เห็นช่องทางเลย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวก็ไม่ดี“แลนด์บริดจ์” ที่หวังว่าจะสร้างรายได้ก็ยังไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากมีเสียงคัดค้านในวงกว้างนายกรัฐมนตรีต้องตั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เข้ามารับผิดชอบเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ 90 วัน ก่อนถึงจะเดินหน้าต่อไปได้คงหวังว่าจะทำให้เสียงค้านลดลงเพราะคนเก่าภาพลักษณ์ไม่ค่อยดีนัก!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม