“รัฐบาลขวัญใจผู้บริโภค” น่าจะเป็นเป้าหมายแฝงทางการเมืองของทีมงานบริหารภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ที่สะท้อนจากแผนปฏิบัติงานทั้งในเชิงนโยบายระยะยาวและแนวทางการแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่เน้นตอบโจทย์สังคมผู้มีรายได้ต่ำเป็นส่วนใหญ่ของประเทศไทยกลายเป็นเรื่องแปลกใหม่แบบที่คนระดับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ลงทุนร่วมไลฟ์สดกับแม่ค้าออนไลน์คนดัง จัดโปรโมชันขายทุเรียนลูกละ 100 บาท เป้าหมายเพื่อให้คนไทยที่ไม่ค่อยมีกำลังซื้อได้มีโอกาสรับประทานราชาแห่งผลไม้ ในราคาที่จับต้องได้ และเป็นการระบายผลผลิตทุเรียนที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30เรียกเสียงเฮจากผู้ซื้อตั้งหน้าตั้งตารอทุเรียนราคาถูก แต่นั่นก็หักมุมคนละอารมณ์กับเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียน ไปยันพ่อค้าแม่ค้าเจ้าของแผงในตลาดที่ด่ากันขรมกับแนวคิดของ รมว.พาณิชย์ที่เหมือนก่อสงครามการตลาด ทุบราคาทุเรียนที่ปกติจะขายเป็นกิโลกรัม เมื่อชั่งเป็นลูกแล้วก็ราคาอย่างต่ำลูกละ 200–300 บาทขึ้นไปแทนที่จะรักษาเสถียรภาพราคาทุเรียน รัฐมนตรีพาณิชย์จึงเป็นผู้ทำลายกลไกการตลาดซะเอง ด้วยเหตุผลในเชิงแฝงผลประโยชน์การเมือง มุ่งไปที่การเรียกคะแนนนิยมจากฝ่ายผู้บริโภคแบบไทยๆที่ชอบของถูกและของฟรี มองข้ามผลลบต่อชาวสวนที่ถูกกดราคาต่ำเกินจริง ทุเรียนลูกละร้อยยังไงก็ไม่คุ้มกับการลงทุนทั้งปุ๋ยและค่าแรงงานรายการซื้อใจผู้บริโภคของรัฐบาล ยังข้ามมาที่คิวของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ชงที่ประชุม ครม.เห็นชอบในหลักการ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” ไฟเขียวการเก็บค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดในอัตราก้าวหน้า ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย เสียค่าไฟฟ้าอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ในเดือน มิ.ย.2569เป้าหมายครอบคลุมประชาชนกว่า 32 ล้านครัวเรือน ที่แน่นอนว่าต้องชื่นชอบโปรโมชันค่าไฟราคาถูกของรัฐบาล แต่นั่นก็หักมุมตรงข้ามกับ “บ้านใหญ่” และ “โรงงาน” ที่ต้องใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 401 หน่วย ต้องเสียค่าไฟฟ้าเพิ่ม อัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันไดถึงหน่วยละ 5 บาท อากาศร้อนเปิดแอร์กระจาย มีหวังกระเป๋าฉีกตามๆกันและจะนำมาซึ่งคำถามถึงการที่กระทรวงพลังงานเข้ามาจัดการให้คนที่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าสูงๆ ต้องแบกรับภาระแทนคนใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 200 หน่วย เป็นธรรมหรือไม่ อีกทั้งคะแนนนิยมทางการเมืองก็ตกอยู่กับพรรคภูมิใจไทยได้ไปฟรีๆ ท้ายที่สุดนโยบายซื้อใจผู้บริโภคแลกคะแนนนิยม ยังขยายปมความขัดแย้งทางสังคมคนจนคนรวย.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม