ทำไม “คนไทย” ลืมง่าย? ลองนึกกันว่า...มี “คดี” อะไรบ้างที่ “ดราม่า” กันแทบตาย แต่สุดท้ายก็เลือนหายไปกับกาลเวลา และทำยังไงให้สังคมไทยจำเก่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเต็มโซเชียลมีเดีย เมื่อมีข่าวใหม่เข้ามา ประเด็นที่เคยร้อนแรงก็ค่อยๆถูกเบียดออกไป...จนวงจร “ความสนใจ” ของ “สังคม” สั้นลงเรื่อยๆ“Thairath Plus” ไทยรัฐพลัส ขอพาทบทวนความคืบหน้า 4 คดีใหญ่ระดับชาติตามที่ปรากฏบนหน้าสื่อล่าสุด และชวนกันคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้คนไทยลืมง่ายกันอีกด้วย1.“ไอ้โม่ง” คือใคร? ปริศนาน้ำมันหาย 57 ล้านลิตรกลางทะเล เรื่องราวที่ดูเหมือนพล็อตหนังโจรกรรมนี้เกิดขึ้นเมื่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.กระทรวงยุติธรรม ออกมาเปิดเผยว่า มีน้ำมันหายไปจากระบบจำนวนมหาศาลถึง 57 ล้านลิตร ระหว่างการขนส่งจากคลังต้นทางไปยังปลายทางที่ จ.สุราษฎร์ธานีข้อมูลระบุชัดเจนว่าน้ำมันถูกจ่ายออกจากคลัง 217 ล้านลิตร ผ่านการขนส่ง 96 เที่ยวเรือ แต่เมื่อถึงปลายทางกลับเหลือเพียง 160 ล้านลิตรเท่านั้น คำถามที่สังคมยังคงเฝ้ารอคำตอบคือ ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการหายไปของน้ำมัน 57 ล้านลิตรในครั้งนี้? 2.มหากาพย์ข้ามปี คดีหมูเถื่อนที่ยังไม่คืบหน้า วิกฤติหมูเถื่อนที่ทำลายกลไกราคากระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยมาตั้งแต่ราวปี 2564 เริ่มต้นจากการอายัดตู้สินค้าตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบัง จน DSI ได้ขยายผลแตกเลขเป็นคดีพิเศษถึง 12 คดี และส่ง 11 สำนวนให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อ...สิ่งที่น่ากังวลคือก้าวเข้าสู่กลางปี 2569 กลับไม่มีรายงานข่าวถึงความคืบหน้าของคดีหมูเถื่อนนี้ปรากฏบนหน้าสื่ออีกเลย3.เครนถล่มพระราม 2 และทับรถไฟ ความปลอดภัยที่แลกด้วยชีวิต เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มถนนพระราม 2 และเครนหล่นทับรถไฟใน อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซ้ำเติมความคลางแคลงใจต่อมาตรฐานความปลอดภัยในโครงการก่อสร้างของรัฐอย่างไรก็ตามนอกจากการเยียวยาเบื้องต้น ทางศาลปกครองได้ออกมาระบุว่า ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานรัฐได้ภายในอายุความ 1 ปี แต่ในมุมของประชาชนยังมีกระแสหวาดระแวงว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีกหรือไม่ และโครงการก่อสร้างที่ยืดเยื้อยาวนานจะแล้วเสร็จเมื่อใด4.รอยร้าวการทุจริตในโศกนาฏกรรมตึก สตง. แห่งใหม่สูง 30 ชั้นในไทย มูลค่าการก่อสร้างกว่า 2,136 ล้านบาท พังถล่มคร่าชีวิตแรงงานไปถึง 95 ราย การดำเนินคดีถูกแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ คดีอาญาหลัก ตำรวจส่งสำนวนกว่า 90,000 หน้า ให้อัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหา 23 ราย...คดีทุจริตและฮั้วประมูล DSI พบเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 72 รายเกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลโดยเฉพาะการทุจริตล็อกสเปก มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงคณะกรรมการต่างๆ สุดท้ายข้อมูลเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ครบรอบ 1 ปีเหตุตึกถล่มมีการจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมแล้ว 129.85 ล้านบาท จากทั้งภาครัฐ คปภ. และผู้รับจ้าง ขณะที่โฆษก สตง.แถลงด้วยว่าเตรียมเดินหน้าเรียกร้องจากผู้รับจ้างต่อไป 5.ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่รออยู่ กับฝุ่นพิษที่รอไม่ได้ แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามจากหลายรัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปจนถึงกลไกระดับอาเซียน แต่ความสนใจของสังคมกลับมีอยู่เป็นระลอก จนยังไม่เห็นกลไกเชิงรุกที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จและยั่งยืนคำถามสำคัญมีว่า...“ลืมจริง” หรือ “ถูกทำให้ลืม”? น่าสนใจว่าคำว่า “ลืมง่าย” เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่ปลายเหตุ แต่รากเหง้าของปัญหาประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักเริ่มจาก กระบวนการยุติธรรมที่ “กัดกร่อนความสนใจ”... คดีอย่างตึก สตง.ถล่ม หรือหมูเถื่อนมีความซับซ้อนของสำนวนและจำนวนผู้ต้องหาที่มาก เมื่อเวลาผ่านไปนานหลายปีความรู้สึกโกรธหรือตื่นตัวของคนจะลดลงตามธรรมชาติ กลายเป็นความท้อแท้ สังคมไม่ได้ลืม แต่ “รอไม่ไหว”...จนต้องเอาพลังงานไปใช้กับเรื่องอื่นที่เร่งด่วนกว่าในชีวิตถัดมา ภาวะข้อมูลล้นทะลัก ในยุคโซเชียลมีเดีย “วงจรข่าว” สั้นลงเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง เรื่องน้ำมันหาย 57 ล้านลิตรอาจจะถูกกลบด้วยดราม่าดาราในวันถัดไป สมองมนุษย์มีขีดจำกัดในการประมวลผล เมื่อมีเรื่องใหม่ที่สะเทือนใจกว่าเข้ามา เรื่องเก่าจะถูกผลักไปไว้ในส่วนลึกของความจำทันทีปัจจัยสุดท้าย กลยุทธ์ “ซื้อเวลา” สะท้อนถึงเทคนิคการ บริหารจัดการข่าว คือการ “รอให้เรื่องเงียบ” เมื่อสื่อไม่ตาม ประชาชนไม่กดดัน กลไกตรวจสอบก็อาจจะทำงานช้าลงหรือหยุดชะงักได้ง่ายขึ้นอีกทั้งสังคมไทยมีกลไกป้องกันทางจิตใจที่เน้นการประนี ประนอมเพื่อความอยู่รอด หากต้องแบกรับความแค้นหรือความไม่ยุติธรรมในทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา สุขภาพจิตของคนในชาติจะพังทลาย การ “ลืม” จึงเป็นวิธีหนึ่งในการเอาตัวรอด บวกกับความซับซ้อนเชิงเทคนิคคดีเชิงโครงสร้าง เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด หรือการฮั้วประมูลตึก สตง. มีรายละเอียดทางกฎหมายที่เข้าใจยาก ทำให้คนทั่วไปเข้าไม่ถึงแก่นของปัญหา เมื่อไม่เข้าใจก็ยากจะจดจำและติดตาม ถึงตรงนี้ลืมง่ายจริงหรือไม่? คำตอบคือ... “ไม่จริงทั้งหมด”“คนไทยไม่ได้ลืม แต่ไม่ได้ถูกกระตุ้นให้จำ” บทสรุปวิธีสร้าง “ภูมิคุ้มกันความลืม” พุ่งเป้าไปที่...เปลี่ยนข่าวร้ายเป็นบทเรียน ...เลือกประเด็นยาวๆ...ต่อยอดกระแส...เน้นข้อเท็จจริง...สนับสนุนสื่อสืบสวนคือกลยุทธ์ที่เฉียบแหลม เพราะเป็นการเปลี่ยนจาก “การใช้อารมณ์ชั่ววูบ” มาเป็น “การใช้กลไกติดตามผล”สังคมที่ไม่ลืมง่ายคือสังคมที่ปฏิเสธที่จะยอมให้เรื่องร้ายเกิดขึ้นซ้ำ การที่เราลุกขึ้นมาฝึกฝนตนเองไม่ให้ตกเป็น “คนไทยลืมง่าย” ไม่ใช่เพื่อจมปลักอยู่กับอดีต แต่เปลี่ยนความทรงจำนั้นให้เป็นเกราะป้องกันในระยะยาว เพื่อไม่ให้เราหรือคนรุ่นต่อไปต้องมานั่งตั้งคำถามเดิมๆและ...“เผชิญ” กับ “โศกนาฏกรรม” ซ้ำซากอีกต่อไป.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม