การปรับยุทธศาสตร์งบประมาณ ปี 2570 ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขอให้สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่าย ปี 2570 เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลภายใต้วิกฤติซ้อนวิกฤติกำชับกำหนดกรอบประมาณการรายจ่าย รายรับ ฐานะการคลังของรัฐบาลเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี ที่เป็นหัวใจสำคัญของโรดแม็ปการคลังระยะปานกลาง เพื่อไม่ให้รัฐบาลวางแผนแบบปีต่อปีจนขาดวิสัยทัศน์ ป้องกันนโยบายต่างๆที่เริ่มจะเดินหน้าในวันนี้ เสี่ยงส่งผลกระทบต่อการคลังของรัฐบาลใน 3 ปีข้างหน้าเน้นให้ภาครัฐปรับวิธีการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด ลดใช้ทรัพยากร ให้น้อยลง ภายใต้ข้อจำกัดค่อนข้างมากในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เน้นรักษาวินัยการเงิน การคลัง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยนายกฯส่งสัญญาณชัดเจนให้ทุกหน่วยงานราชการรีดไขมันที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมดโดยมีหน่วยงานหลักข้างต้น เช่น สำนักงบประมาณที่เป็นฝ่ายควบคุมรายจ่ายจัดสรรให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ต้องกลั่นกรองโครงการต่างๆที่ส่วนราชการขอมา คุ้มค่า—ซ้ำซ้อนหรือไม่ อย่างน้อยควรเป็นไปตามยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ สศช.ตีกรอบเอาไว้ สอดคล้องกับเสถียรภาพมาตรการการเงิน การคลัง ก่อนจัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาลตามไทม์ไลน์เตรียมนำเข้า ครม. 28 เม.ย.นี้ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการทบทวนประมาณการรายได้ กำหนดนโยบาย วงเงินงบประมาณ โครงสร้างงบประมาณฯ ปี 2570 และต้องเอกซเรย์รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ วงเงิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมประเมินความเสี่ยงทุจริตรายการที่มีวงเงิน 500 ล้านบาทขึ้นไปเมื่อ 4 เสาหลักทางเศรษฐกิจขีดเส้นตายตามโรดแม็ปการคลัง สปอตไลต์ย่อมสาดส่องไปที่ความสมเหตุสมผลการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ว่าจำเป็นเร่งด่วน หรือเป็นเพียงข้ออ้างทางการเมือง ท่ามกลางเสียงดักคอจากอดีตขุนคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่กางตัวเลข GDP ของไทยยังเติบโต 1.5%วันนี้บริบทเศรษฐกิจต่างจาก วิกฤติ ปี 2552 หรือวิกฤติโควิด ปี 2563 ที่ดิ่งลึกจนเข้าขั้นโคม่า รัฐบาลจึงควรออมกระสุนงบประมาณไว้ในคลัง เพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินที่แท้จริง มากกว่าฝืนตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 เพื่อกู้เงินมาล้างผลาญตอบโจทย์ทางการเมือง โดยใช้ความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นฉากบังหน้า.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม