ศาลฎีการับคำร้อง 44 สส.ก้าวไกล ชงแก้มาตรา 112 ไม่สั่งพักปฏิบัติหน้าที่ 10 สส.พรรค ปชน. ตั้งเงื่อนไขห้ามแสดงความเห็นหรือทำผิดซ้ำตามข้อกล่าวหา นัดพิจารณานัดแรก 30 มิ.ย. ตรวจพยาน 4 ส.ค. ส่งเอกสารให้ 44 ผู้ถูกร้องยื่นคัดค้านภายใน 14 วัน “ณัฐพงษ์” ลั่นสู้คดีถึงที่สุด ไม่ลดเพดานการต่อสู้ทางการเมือง ปัดไม่มีเจตนามุ่งร้ายสถาบันฯ ขยี้สังคมกังขามาตรฐาน ป.ป.ช.ฟอกขาวอุ้ม “เสี่ยโอ๋” ปชน.ปรับเกม “เท้ง” รั้งเก้าอี้ หน.พรรคนำทัพต่อ พท.ยกเครื่องเติม กก.บห.ครบ 29 คน ดัน “อิ๊งค์-เชน-สุริยะ-เทวัญ-อ้วน-หมอมิ้ง” นั่งที่ปรึกษาพรรค “อนุทิน” เปิดทำเนียบฯต้อนรับ“หวัง อี้” โอ่ถกชื่นมื่น จีนยื่นมือเป็นคนกลางเคลียร์ใจไทย-กัมพูชา จ่อเดินหน้าลุย “แลนด์บริดจ์” เข้มข้น “เอกนิติ” ฟันธงไทยช่วยไทยพลัส จ่าย 60/40 ผ่านแอปเป๋าตัง ดีเดย์เดือน มิ.ย. นายกฯโพล่งแบ่งจ่าย 4 เดือนศาลฎีการับคำร้องตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหา 44 สส.พรรคก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีเข้าชื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติ หน้าที่ ชี้ไม่มีพฤติการณ์กระทำซ้ำและยังมีหน้าที่อื่นต้องปฏิบัติในฐานะ สส. นัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 30 มิ.ย.ศาลฎีการับคำร้อง 44 สส.แก้ ม.112เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 24 เม.ย. ศาลฎีกามีคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2569 ระหว่างคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ร้อง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ 1 กับพวกรวม 44 คน ผู้คัดค้าน เรื่อง การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 10 ก.พ.64-20 มี.ค.66 ผู้คัดค้านทั้ง 44 ร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่...) พ.ศ. ... (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) มีเนื้อหาเป็นการลดทอนสถานะความสำคัญ การรับรองคุ้มครอง การเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ อันเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 สำนักงานเลขาธิการสภาฯ แจ้งถึงข้อบกพร่องให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 ทราบแล้ว แต่ยังคงยืนยันจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ซึ่งมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ อันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ให้ส่งสำเนาคำร้องพร้อมเอกสารประกอบให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 หากจะคัดค้านให้ยื่นคำคัดค้านภายใน 14 วันไม่สั่งพักปฏิบัติหน้าที่–ห้ามทำผิดซ้ำทั้งนี้ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านทั้ง 10 คน (10 คนที่เป็น สส.พรรค ปชน.ในปัจจุบัน) มีพฤติการณ์กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาตามคำร้องอันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย ประกอบกับผู้คัดค้านดังกล่าวยังคงมีอำนาจหน้าที่อื่นต้องปฏิบัติในฐานะสมาชิกสภาฯ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พฤติการณ์แห่งคดี จึงยังไม่สมควรให้ผู้คัดค้านทั้ง 10 หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคสาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 วรรคสาม ประกอบมาตรา 81 และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ.2561 ข้อ 12 วรรคสอง จึงมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านทั้ง 10 ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยห้ามผู้คัดค้านดังกล่าวกระทำซ้ำหรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้นศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น นัดพิจารณาครั้งแรก ในวันที่ 30 มิ.ย.69 และนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 4 ส.ค.69 เวลา 09.30 น. ทั้ง 2 นัด โดยให้ทั้ง 2 ฝ่ายบริหารจัดการให้เหมาะสม ศาลจะไม่มีการเลื่อนนัดปชน.คึก 10 ขุนพลยังได้ไปต่อขณะที่โรงแรมเมเปิล บางนา กทม.พรรค ปชน. จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีทันทีที่รับทราบผลคำตัดสินของศาลฎีกาภายในห้องแถลงข่าวคึกคักขึ้นมาทันที ทีมงานและ สส.พรรค ปชน.ต่างโห่ร้องดีใจ บรรดากองเชียร์พรรคสีส้มที่มาให้กำลังใจพากันส่งเสียงเฮลั่นทันทีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ปชน. เดินเข้ามาตรวจความพร้อมก่อนแถลงข่าวกลุ่มกองเชียร์วิ่งเข้าไปสวมกอด ขอถ่ายรูป แสดงความยินดี กองเชียร์รายหนึ่งระบุกลัวว่าพรรคจะถูกยุบ น.ส.ศิริกัญญารีบตอบกลับว่า “ยังไม่ยุบค่ะ”“เท้ง” สู้คดีถึงที่สุดปัดมุ่งร้ายสถาบันฯต่อมาเวลา 12.30 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน. แถลงข่าวว่า เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งศาล เราขอเพียงแค่ยืนยันว่าการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรื่องอนาคตประชาธิปไตยไทยที่ต้องการระบอบการเมืองที่มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเสมอภาคด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ระบอบที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องการแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม เราไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงคราม เพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกของการรัฐประหาร พวกเราจะต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องรักษาความชอบธรรมของอำนาจผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนร่วมกับพี่น้องประชาชนในการเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่รับใช้พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงชี้สังคมกังขาเทียบคดี “ศักดิ์สยาม”เมื่อถามถึงคดี 44 สส.เทียบกับกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องไปก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับกรณีนายศักดิ์สยาม แม้แต่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังออกมาให้ความเห็นว่าได้วินิจฉัยไปแล้วเรื่องเส้นทางการเงิน มีความชัดเจน ผูกพันทุกองค์กร เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคดี 44 สส. สังคมมองเห็นว่า ป.ป.ช.ปฏิบัติไม่เท่าเทียมกันหรือไม่ ส่วนการเลือก กก.บห.ชุดใหม่ขอให้รอที่ประชุมใหญ่ วันที่ 26 เม.ย.ก่อน เมื่อถามถึงกระบวนการนำไปสู่การส่งชื่อผู้นำฝ่ายค้าน ต้องเร่งรัด หลังประธานสภาฯระบุว่ารอความชัดเจนของตนก่อนนั้น เราเคยยืนยันในหลักการแล้วว่า กระบวนการในสภาฯไม่ต้องรอการเลือก กก.บห.ของพรรค ตนเคยยืนยันเรื่องนี้ต่อข้าราชการสภาฯไปแล้ว เข้าใจว่ากระบวนการเสนอชื่อตนเป็นผู้นำฝ่ายค้านยังมีอยู่ ขอให้ไปถามประธานรัฐสภาโดยตรงไม่ได้เพิ่มหรือลดเพดานอะไรเมื่อถามว่าการแก้ไข ม.112 มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกามาผูกอีกชั้น จะลดเพดานขับเคลื่อนเรื่องแหลมคมแบบนี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่าคงไม่ได้เพิ่มลดเพดานอะไร เราคงเดินหน้าทำแบบที่เราเคยทำตลอด ย้ำอีกครั้งว่าไม่อยากให้มองผลของคำสั่งศาลเยอะ อยากให้มองว่าสิ่งที่กำลังทำลายประเทศนี้อยู่ คือการทำลายระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การทำหน้าที่ตรงไปตรงมาของพวกเราในฐานะ สส. เราไม่ได้ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ เราจะใช้อำนาจทุกอย่างที่มีในฐานะฝ่ายค้าน ทำต่อ คงไม่ได้เพิ่มลดเพดานอะไร ยังยืนยันว่าโจทย์ใหญ่ของพรรคไม่เคยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ถึง ปชน. การขับเคลื่อนทางการเมืองจริงๆแล้วเราไม่จำเป็นต้องเลือก เราต้องทำให้ดีทุกหน้ากระดาน“วาโย” คาดคดีนี้ยาว อาจถึง 2 ปีนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. กล่าวว่า คดีนี้เป็นสำนวนคดีมาตรฐานจริยธรรม 10 กว่าคดี เฉลี่ยคดีละ 1 ปี ในผู้คัดค้านรายเดียว สำนวนนี้มีผู้คัดค้านถึง 44 คน หลายคนมีพยานหลักฐาน พยานบุคคลแตกต่างหลากหลายต้องการขอหมายจากศาลเชิญบุคคลภายนอกหรือหลักฐานภายนอกเข้ามา คาดว่าใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีขึ้นไป คาดหมายจะได้รับความยุติธรรมอย่างยิ่งจากศาลยุติธรรมปรับแผน “ณัฐพงษ์” นั่ง หน.พรรคตามเดิมผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณี 10 สส.พรรค ปชน.ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ บุคลากรในพรรคส่วนใหญ่ยินดี แม้จะประหลาดใจอยู่บ้าง ส่วนการจัดทัพ กก.บห. แทนที่ สส.เดิมที่ติดพันคดีความ ค่อนข้างชัดเจนว่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในตำแหน่งหลัก ยังยืนยันให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรคต่อไป ไม่ปรับเปลี่ยนตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้ ที่จะให้นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ขึ้นมาแทน มีเพียงเลขาธิการพรรคที่จะเปลี่ยนแปลง เนื่องจากนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคคนเดิมลาออกพท.ยกเครื่องเพิ่ม กก.บห.เดินหน้าต่อเมื่อเวลา 09.45 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 วาระสำคัญเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพิ่มเติมบางตำแหน่งที่ลาออกไปช่วงเลือกตั้ง แกนนำพรรคเข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง รวมทั้ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ หัวหน้าครอบครัว พท. จากนั้นเวลา 11.40 น. นายจุลพันธ์แถลงว่า ที่ประชุมแต่งตั้ง กก.บห.เพิ่มเติมให้ครบ 29 ท่านตามข้อบังคับและเตรียมพร้อมตามกฎหมายกรณีมีการเลือกตั้งซ่อมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พรรค พท. เป็นพรรคที่อยู่ในระบบการเมืองไทยมายาวนาน เรามีอุดมการณ์แน่วแน่ทำงานเพื่อประชาชน ยืนยันด้วยจำนวน สส.และองคาพยพทั้งหมดที่เรามี พร้อมจะทำงานเพื่อประชาชน ด้วยหยาดเหงื่อและแรงกาย ที่มีต่อไป พรรค พท.ยังต้องดำรงอยู่เพื่อตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชน เราจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป การปรับตัวครั้งใหญ่เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความจริงบางครั้งอาจไม่สวยหรู แต่มันจำเป็นสำหรับการก้าวเดินต่อ วันนี้จะเป็นการปรับเปลี่ยนสำคัญเพื่อให้พรรค พท.ก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งดึง “อิ๊งค์–เชน”นั่งที่ปรึกษา กก.บห.นายจุลพันธ์กล่าวอีกว่า การปรับกระบวนทัศน์การบริหารครั้งนี้ หัวหน้าพรรคยังมีอำนาจแต่งตั้งคณะที่ปรึกษา เพื่อช่วยคิดยุทธศาสตร์และนโยบายแก้ปัญหาให้ประชาชน ประกอบด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรค นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.การอุดมศึกษาฯ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯและนายเทวัญ ลิปตพัลลภ โครงสร้างพรรคใหม่นี้เพื่อสร้างพรรคให้เข้มแข็งแต่ยืดหยุ่น จะไม่ยอมแพ้ตราบใดที่ประชาชนยังฝากความหวังไว้กับเรา คนนอกอาจมองว่าพรรค พท.อยู่ในภาวะวิกฤติหรือสะดุดติดขัด แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยต้องกังวล เราจะเดินหน้าโดยใช้ลมหายใจและความหวังของประชาชนเป็นแรงขับเคลื่อน เมื่อเป้าหมายประชาชนคือที่ตั้ง ภารกิจเราจึงไม่มีวันสิ้นสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า กก.บห.ที่เพิ่ม 13 คน ส่วนใหญ่เป็นชุดเดิมที่ลาออกช่วงเลือกตั้ง ชุดใหม่ 29 คน อาทิ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค น.ส. ณัฐธิดา เทพสุทิน รองหัวหน้าพรรคและประธานภาคเหนือล่าง เป็นต้น ชื่นมื่น “อิ๊งค์” นำรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ต่อมาเวลา 13.15 น. พรรค พท.จัดกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้อาวุโสเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ โดย น.ส.แพทองธาร นำผู้บริหาร แกนนำพรรค สส.และสมาชิกพรรครดน้ำดำหัวผู้อาวุโส ทั้งนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และนายภูมิธรรม เวชยชัย นายชัยเกษม นิติสิริ แกนนำพรรค จากนั้น น.ส.แพทองธารเปิดโอกาสให้ สส.และสมาชิกพรรครดน้ำขอพรในฐานะผู้ใหญ่ของพรรคบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น บรรดาแกนนำพรรค สส. สมาชิกพรรค เข้าร่วมกิจกรรมคึกคัก ขาดเพียงนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและ รมว.การอุดมศึกษาฯ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค ที่ติดภารกิจ“อนุทิน” เปิดทำเนียบฯถก “หวัง อี้”เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายหวัง อี้ (H.E. Mr. Wang Yi) สมาชิกกรมการเมือง ผอ.สำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ รมว.ต่างประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ในโอกาสเยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง รอต้อนรับและร่วมหารือ นายอนุทินและนายหวัง อี้ จับมือและโอบไหล่พูดคุยทักทายกัน ขณะที่นายหวัง อี้ ชมนายกฯว่า “ท่านดูหล่อมากครับ” ขณะที่นายอนุทินตอบว่า “หล่อน้อยกว่าท่าน” ก่อนพานายหวัง อี้ เยี่ยมชมห้องต่างๆ รวมถึงห้องทำงาน ภายในตึกไทยคู่ฟ้า ชื่นมื่นสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้องนายกฯกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนและประธานา ธิบดี สี จิ้นผิง ที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากการเสด็จ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง 2 ประเทศชัดเจน และหวังจีนจะยังคงสนับสนุนการพัฒนาของไทยในทุกมิติ บนพื้นฐานของความเป็น “บ้านพี่เมืองน้อง”ด้านนายหวัง อี้ แสดงความยินดีที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะพร้อมแสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศของรัฐบาลไทย มั่นใจว่าความสัมพันธ์ไทย-จีน จะยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมถ่ายทอดความปรารถนาดีจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิงและครอบครัว ถึงพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินี ย้ำจีนเชื่อมั่นในเสถียรภาพไทยและพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่ไทยวางใจได้ในระยะยาวเชิญเยือนจีน–ร่วมปราบสแกมเมอร์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ได้หารือประเด็นสำคัญ 1.การยกระดับความสัมพันธ์ไทย-จีน เห็นพ้องยกระดับสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ยิ่งขึ้น โดยจะผลักดันการจัดทำ “แผนปฏิบัติการร่วม” (Action Plan) ที่สอดประสานยุทธศาสตร์การพัฒนาของทั้ง 2 ประเทศ 2.การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง ฝ่ายจีนได้เชิญนายกฯเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปกที่จีนจะเป็นเจ้าภาพในช่วงเดือน พ.ย.และเชิญเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ฝ่ายไทยเชิญนายกฯหลี่ เฉียง เยือนไทย ฝ่ายจีนตอบรับในหลักการและอยู่ระหว่างจัดกำหนดการ 3.สถานการณ์ไทย-กัมพูชา นายหวัง อี้ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในภูมิภาค เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีแนวโน้มที่ดีขึ้นและแสดงความหวังจะมีพัฒนาการที่ดีในเร็ววัน 4. ความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ จะบรรจุเป็นหนึ่งแนวทางแผนปฏิบัติการร่วม 5.การต่อยอดความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนขับรถยนต์ไฟฟ้าพาไปหม่ำมื้อเที่ยงโอกาสนี้นายกฯจัดทุเรียนและข้าวหลามเป็นที่ชื่นชอบของนายหวัง อี้ ต้อนรับพร้อมขนมไทยอย่างลูกชุบและขนมสอดไส้ เลี้ยงต้อนรับ บรรยากาศอบอุ่น พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ต่อมาเวลา 11.55 น. นายอนุทินและนายหวัง อี้ เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า นายอนุทินเปิดประตูรถยนต์ไฟฟ้า BYD สน 32 กรุงเทพมหานคร รถยนต์ส่วนตัวให้นายหวัง อี้ ขึ้นนั่งด้านหน้า นายอนุทินขึ้นขับด้วยตัวเอง มีนายสีหศักดิ์ ร่วมนั่งไปด้วย เพื่อไปทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร อาหารจีน ที่โรงแรม Chefman สาขาราชดำริ ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กทม.จีนยินดีเป็นคนกลางไทย–กัมพูชาต่อมาเวลา 14.10 น. นายอนุทินเปิดเผยว่า นายหวัง อี้ บอกไปกัมพูชามา ยินดีเป็นตัวกลางแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ท่าทีกัมพูชาเหมือนกับว่าไม่อยากสู้รบ ไม่อยากขัดแย้งแล้ว เราบอกไปว่าเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านใดๆเลย แต่เรามีขั้นตอนพูดคุย ต้องสร้างกติกา แต่คงไม่ใช่ชั่วข้ามคืน ต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อกัน นี่คือท่าที ที่ตนแจ้งนายหวัง อี้ ไป เมื่อถามว่าจีนมายืนยันความเป็นกลางหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราไม่ได้บอกว่าเขามายืนยันความเป็นกลาง เขาบอกไทยเป็นประเทศบ้านพี่เมืองน้อง ตนยังบอกว่าไทยเป็นประเทศเล็กๆ แต่จีนบอกว่าสำหรับจีนไทยเป็นประเทศที่ใหญ่ในภูมิภาคนี้ เราไม่จำเป็นต้องให้เขามายืนยันอะไรว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง แต่เราต้องดูท่าที ทั้งนี้ไม่ได้พูดคุยเรื่องการยกเลิก MOU44 เพราะเป็นประเด็นระหว่างไทยกับกัมพูชา และเราไม่ได้เลิก MOU44 เพราะขัดแย้งสู้รบกับกัมพูชา ที่เราเลิกเพราะ 25 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ไปไหนเลย และบริบทของโลกเปลี่ยนไปเยอะ ความสัมพันธ์ก็ไม่เหมือนเดิม เรายกเลิกที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆกับไทยถึงเวลาเดินหน้าแลนด์บริดจ์เข้มข้นเมื่อถามว่าได้พูดคุยโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ได้พูดคุยกัน วันนี้เป็นต้นไป คงต้องมาพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์อย่างเข้มข้น อินโดนีเซียเริ่มเปรยเรื่องการคิดค่าผ่านทางช่องแคบมะละกาแล้ว ถึงแม้ยังไม่เกิดขึ้น แต่จำเป็นที่ประเทศไทยต้องเริ่มคิดเหมือนกัน เมื่อถามว่าจีนแสดงท่าทีมาลงทุนอะไรเพิ่มเติมในไทยหรือไม่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ตอบว่า มีลงทุนมาก ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ หุ่นยนต์ เอไอทั้งหลาย เขามองว่าไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน“บิ๊กดุลย์” ยันไม่เปิดด่านชายแดนเขมรช่วงเช้า ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสิริมงคล หลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงเป็นทางการ พร้อมเป็นประธานจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ครบ 139 ปี โดยระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยืนยันชัดเจนว่าต้องปฏิบัติตาม Joint Statement อยู่แล้ว จะไม่มีวันเปิดด่านจนกว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนนี้ ทั้งหมด ไม่มีการไปพูดคุยส่วนตัวเชื่อ “หนู–นก” เห็นพ้องไม่ส่งผู้ว่าฯ กทม.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โฆษกพรรค ภท.ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรค ภท.วันที่ 25 เม.ย. ว่า หลักๆแค่พิจารณาระเบียบข้อบังคับพรรค ส่วน กก.บห.ยังไม่มีการปรับเปลี่ยน ทุกคนยังอยู่ในตำแหน่งเดิม รัฐมนตรีของพรรคที่เป็น สส.บัญชีรายชื่อ น่าจะลาออกครบทุกคนแล้ว จะได้ทำงานได้เต็มที่ ไม่ต้องห่วงเรื่องนิติบัญญัติเป็นนโยบายพรรค เปิดโอกาสให้คนที่อยู่ในระบบบัญชีรายชื่ออื่นๆ มาทำหน้าที่แทน เมื่อถามถึงความชัดเจนการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. น.ส.แนนกล่าวว่า เป็นไปตามที่นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค พูด เรายังไม่มีนโยบายเรื่องนี้ ที่ผ่านมายังไม่ได้คุยกันเป็นทางการ แต่เบื้องต้นได้คุยกันคร่าวๆว่ายังไม่มี เมื่อถามว่าท่าทีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. เรื่องนี้เป็นอย่างไร น.ส.แนนกล่าวว่า ความคิดไปในทางเดียวกันอยู่แล้ว สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เราคงต้องทำงานอีกเยอะ“ภราดร” ย้ำไทยช่วยไทยพลัส 60:40นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯกำกับดูแลสำนักงบฯ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสว่า กระทรวงการคลังกำลังคิดโมเดล น่าจะคล้ายเดิม เพียงแต่เปลี่ยนชื่อจากคนละครึ่งเป็น “ไทยช่วยไทยพลัส” เปลี่ยนตัวเลขและสัดส่วน เป็นไปได้ว่ารัฐจะออกให้ 60% ประชาชนออก 40% เมื่อถามว่าจะจ่ายให้ 2,400 บาทเท่าเดิมหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า น่าจะกำหนดจ่ายให้เป็นรายเดือนมากกว่า เช่น 1,000 หรือ 1,500 บาท จะให้กี่เดือนต้องดูวงเงินงบฯ และจำนวนสิทธิ์ที่ประชาชนจะได้ก่อน อยู่ระหว่างตรวจสอบงบกลาง น่าจะมีประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนการโอนงบฯกำลังให้สำนักงบฯไล่เช็กจำนวน น่าจะเริ่มได้เดือน มิ.ย. เฟสแรกช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. คงต้องใช้งบฯกลางไปก่อน ไม่ใช้งบฯจากการโอนงบ เพราะโอนงบฯน่าจะไม่ได้ก่อนเดือน ก.ค.“เอกนิติ” ตั้งใจดีเดย์ใช้เดือน มิ.ย.ต่อมาเวลา 14.21 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัสว่า ตั้งใจว่าจะเริ่ม ให้ลงทะเบียนภายในเดือน พ.ค. และใช้ได้ภายในเดือน มิ.ย. เป็นไปตามนโยบายของนายกฯที่จะมีส่วนช่วยเยียวยาค่าครองชีพประชาชน และตามนโยบายนายกฯ อาจจะเป็น 60:40 คือรัฐบาล 60 ประชาชน 40 และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ส่วนนี้ไม่ต้องเอามาสมทบ แต่ประชาชนชั้นกลางทั่วไปสามารถใช้ได้ ในส่วนที่จะเป็น 60:40 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเหมือนเดิม เมื่อถามว่าเดือนละ 1 พันบาทหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า คิดไว้เบื้องต้นจะเป็นอย่างนั้น ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ที่ยืนอยู่ด้วยกล่าวว่า ไม่ใช่คนละครึ่งแล้ว และทยอยแบ่งจ่าย 4 เดือน จากนั้นเวลา 14.59 น. นายเอกนิตินำทีมงานไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ เพื่อเป็นสิริมงคล“แสวง” รับ ลต. 8 ก.พ.มีผิดพลาดบ้างที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงการถอดบทเรียนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ว่า สิ่งที่เกิดข้อผิดพลาดคือการนำคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือกปน. เกือบ 1 ล้าน 6 แสนคน มาทำงานเกี่ยวกับระเบียบ ซึ่งซับซ้อนอยู่พอสมควรจึงทำให้เกิดข้อผิดพลาด แม้ว่าจะมีการตรวจสอบได้แต่ต้องเห็นว่าต้องพัฒนาในส่วนนี้ให้ได้และให้ดีขึ้น ต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนให้ดีขึ้นกว่าเดิม อาจจะนำเทคโนโลยี เช่น ติดตั้งกล้องจะทำให้ กปน.และผู้มีสิทธิเลือกตั้งระมัดระวังการกระทำผิด มีเหตุการณ์ใดดูจากกล้องวงจรปิดได้ ส่วนคดีการเลือกตั้งของ กปน.จ.สุพรรณบุรี ต้องยอมรับว่าผิดปกติ คะแนนกระโดดเยอะมากหลักร้อยคะแนน กกต.ได้สั่งไปสอบสวนเพิ่มเติม เกิดความผิดพลาดหรือทุจริตเป็นกระบวนการ มีคนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ส่วนคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ดจะส่งบัญชีพยาน 11 คนต่อศาลรัฐธรรมนูญสัปดาห์หน้า ด้านคดีฮั้ว สว.ที่มีข่าวว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติว่า สว. 229 คนไม่มีมูลความผิด ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงแม้แต่ตน ไม่รู้ใครปล่อยข่าว ปล่อยเพื่ออะไร สำนักงานเตรียมส่งเอกสารให้ กกต.ภายในสิ้นเดือนนี้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่