ตุนกระสุนทั้งที ต้องมีให้ล้นคลังแสง เป็นบทนำและบทหนักของ “เดอะแบก” อย่าง “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง ยามนี้เร่งพิมพ์เขียว ขยับแผนใหญ่เตรียมความพร้อมด้านการคลังของประเทศในภาวะเร่งด่วน รับมือมหาวิกฤติ ทั้งสงคราม พลังงาน และเศรษฐกิจโลกจัดมาแบบครบชุด ทั้งหั่นงบฯ โยกหมุนเงิน ทั้งจ่อ “กู้” ไปจนกระทั่งเริ่มเห็นสัญญาณ ต้มน้ำรอถอนขนห่าน ปรับขึ้นภาษีรีดเงินประชาชนทั้งหมดก็เดินไปตามคัมภีร์ฝ่าวิกฤติ ลำดับขั้นตอนของแผนการคลัง ภาวะงบประมาณแม้ยังไม่ถึงขั้นถังแตก แต่ก็ถือว่ากระเป๋าแฟบ มีข้อจำกัดด้านเงินใช้จ่าย“ดร.เอก” จึงต้องเตรียมแผนให้รัฐบาล “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” มีอาวุธไว้ใช้ครบมือตามเป้าหมายที่ “ขุนคลังแก้ว” ของ “นายกฯอนุทิน” รายนี้บอกชัด ต้องตุนกระสุนให้พอรองรับการอัดฉีดเยียวยาประชาชนเป็นรายกลุ่ม การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ ปรับรูปแบบการใช้พลังงานของประเทศ รวมทั้งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ บวกรวมแผนกู้เพื่อเติมกองทุนน้ำมันฯรวมๆแล้วต้องมีแผนตุนกระสุน หากภาวะวิกฤติสงครามลากยาว วงเงินระดับล้านล้านบาทถึงได้จัดเต็มและครบสูตรอย่างที่เห็น คือ เกลี่ยงบฯที่ไม่ได้ใช้ปี 2569 มากองคลัง เป็น “งบกลาง” ให้นายกฯใช้จ่ายอีก 7 หมื่นล้าน รวมแล้วก็ระดับ 1 แสนล้าน แต่ก็ยังไม่พอจึงต้องวางกรอบเข้มกับงบฯปีหน้า 2570 ทั้งตัด หั่น เกลี่ยในส่วนไม่จำเป็น เลิกสุรุ่ยสุร่ายไม่เท่านั้น ยังเตรียมแผนขอขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะไปอีก ทั้งที่ตัวเลขหนี้ระดับ 66 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังมีช่องว่างให้สามารถกู้หนี้เพิ่มได้อีกกว่า 8 แสนล้าน แต่นั่นก็ยังไม่พอเช่นกันจึงมีแผนขอขยายวงเงิน ปรับเพดานหนี้ไปถึง 75 เปอร์เซ็นต์ หรือบวกรวมแล้วเปิด “วงเงิน” ขอกู้ไว้ล่วงหน้า ตัวเลขทะลุหลักล้านล้านบาทอย่างที่ว่าดังนั้นวันนี้แม้ถูกมองว่าเป็นรัฐบาล “Eช่างกู้” มีผู้นำ “นักกู้แห่งลุ่มเจ้าพระยา” นาทีนี้ก็ต้องจำยอมรวมทั้งระยะยาวกว่านี้ มโนให้ตกใจกันไว้ล่วงหน้า กับแผนถอนขนห่าน รีดภาษีเพิ่มรายได้เข้าคลัง ถึงแม้วันนี้ยังแค่แพลมไต๋ แต่ในทางยาววิกฤติสงครามลากต่อไปไม่รู้จบ ก็มีสิทธิอ่วมถ้วนหน้าอย่างไรก็ดี เมื่อดูการขยับแผนของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอย่าง “ดร.เอก” มาเป็นขั้นตอน กำหนดฉากทัศน์ทุกรูปแบบ ดีสุด ดี ร้าย ร้ายสุด ก็ยังไม่ต้องตกใจกันไปเมื่อมืออาชีพเทคโนแครตด้านการคลังมาเอง มีโอกาสผ่อนหนักเป็นเบาเพราะอีกทางเดิมพันประเทศก็พ่วงเดิมพันอำนาจรัฐบาลเช่นกันนอกจาก “ดร.เอก” เปิดปากแจงเอง “หนี้” ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวน่าห่วง เพราะหากกู้เงินแล้วมีแผนชัดเอาไปทำอะไรให้ชัดเจน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหลายประเทศ แม้แต่ยักษ์ใหญ่ก็กู้แหลกลาญจนหนี้ท่วมหัวสอดรับกับสถาบันทางเศรษฐกิจของไทย ชี้ถึงภาวะความจำเป็นด้านการคลังของประเทศภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวของประเทศยังคุมได้ เอาอยู่รวมทั้งล่าสุด สถาบันจัดอันดับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจระดับโลก “มูดี้ส์” ปรับมุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจากเดิม “เชิงลบ”สู่ระดับที่ถือว่าเศรษฐกิจมี “เสถียรภาพ”นั่นก็ไม่อวยเกินจริง เพราะเป็นอย่างที่นักวิชาการดัง ดร.ยุทธพร อิสรชัย อ.คณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยฯ ออกมาชี้ ตรงนี้ก็เหมือน “ใบรับรองความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย” ท่ามกลางความผันผวนโลกกระนั้นก็ดี ใบการันตีนี้มีเงื่อนไขเช่นกัน กู้ได้ถ้าหากจำเป็น แต่กู้แล้วต้องมีแผนชัด ยึดหลักวินัยการเงินการคลัง มีแผนการใช้จ่าย ไม่ใช่ถลุงเรื่อยเปื่อยงบกลาง เงินกู้ ต้องไม่ตกหล่นเพราะมีปม “โกง” โจทย์สำคัญที่ “นายกฯอนุทิน” ต้องออกแรงช่วย “เดอะแบก” ปรามเสือหิวเสือโหยจะตัวเล็กตัวใหญ่ก็อย่าได้สวาปามไม่เลือกเวลาลด ละ เลิกเป็น “เดอะถ่วง–เดอะฉุด” เศรษฐกิจและบ้านเมือง.ทีมข่าวการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม