สิ่งที่น่ากลัวกว่าความร้อนคือ “ดัชนีรังสีอัลตราไวโอเลต (UV Index)” ซึ่งในเดือนเมษายนมักพุ่งสูงเกินระดับ 10 (สูงจัด) อันถือเป็นอันตรายขั้นสูงสุด...ข้อมูลวิชาการระบุระดับ 6–7 (สูง) เริ่มทำลายเซลล์ผิวหนัง...ระดับ 8–10 (สูงมาก) ผิวไหม้ (Sunburn) ได้ในเวลาไม่กี่นาทีและถ้าเป็น ระดับ 10 ขึ้นไป (สูงจัด) รังสีจะแทรกซึมทำลายถึงระดับเซลล์และ DNA ส่งผลเสียในระยะยาวแบบยั่งยืนศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการ และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรังสิต เตือนให้ระวัง ยึดหลัก “หลีกเลี่ยง–ปกปิด–ทาซ้ำ”โดยเฉพาะช่วง 10.00-16.00 น. ต้องเลี่ยงแดดเด็ดขาด สวมแว่น UV400 และทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง เพราะเหงื่อจะกัดเซาะเกราะป้องกันผิวให้ละลายหายไปที่น่ากลัวและกังวลอีกเรื่องก็คืออาการ “ฮีทสโตรก (Heatstroke)”หรือระดับ 4 ที่ถูกขนานนามว่า “อุณหฆาต” งานวิจัยระบุว่า มันคือภาวะที่สมองถูกความชื้นสัมพัทธ์หลอก จนศูนย์ควบคุมอุณหภูมิหรือ “เทอร์โมสแตท” ในร่างกายพังทลายลง...อุณหภูมิแกนในพุ่งสูงถึง 41 องศาเซลเซียสอาการสังเกต...ผิวแดง แห้งสนิทไม่มีเหงื่อ ตัวร้อนจัด พูดจาสับสนไม่รู้เรื่อง ทว่าเกิด วิกฤติข้างใน...แม้จะยังดูเหมือนไหว แต่แท้จริงแล้วอวัยวะภายใน ทั้งสมอง กล้ามเนื้อ ไต และระบบเลือด กำลังอยู่ในสภาพ “สุก” เหมือนถูกปรุงสุกด้วยความร้อนจากภายในศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หรือ “หมอดื้อ” ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต บอกว่า เริ่มมีคนไทยตายจากฮีทสโตรกแล้วโดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในกลุ่มกลางแดด ยังมีกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังอีก ได้แก่ ทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนที่มีความพิการทางสมอง จิตประสาทแปรปรวน เป็นโรคหัวใจ ความดัน“คนเหล่านี้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือปรับตัวเองได้ไม่ดี” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ว่าข้อที่สําคัญ ความร้อนของอากาศยังขึ้นกับความชื้นในอากาศ ซึ่งป้องกันไม่ให้เหงื่อระเหยระบายความร้อนออกไม่ได้อันตรายที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเมื่ออยู่กลางแดดและมีลมร้อนจัด เช่น ออกกําลังกลางแจ้ง ตีแบดฯ ตีเทนนิส มีการละเล่น ก็มีโอกาสเป็นลมแดดได้ และแม้อยู่ในที่ร่ม แต่อับ ร้อนจัด ชื้น อากาศถ่ายเทไม่สะดวกไม่ได้อยู่กลางแจ้ง ก็เป็นได้เช่นกันถึงแม้จะเสี่ยงน้อยกว่าอันตรายที่เกี่ยวกับแดดและความร้อน (และชื้น) แบ่งระดับความรุนแรงได้ 4 ระดับ แต่อาจเกิดขึ้น “กะทันหันได้”...ระดับแรก แดดเผา ผิวบวม แดง ลอก, ระดับที่สอง ตะคริวตามน่อง กล้ามท้อง, ระดับที่สาม เพลียรุนแรง ใกล้จะช็อก ตัวเย็นชืดชื้น ชีพจรเร็วเบา เป็นลม อาเจียน แต่อุณหภูมิร่างกายยังปกติระดับที่สี่ ฮีทสโตรก...ถือเป็นภาวะฉุกเฉินวิกฤติ อุณหภูมิร่างกายอาจสูงถึง 41 องศาเซลเซียส ผิวแห้ง ร้อน ชีพจรเร็วแรง อาจหมดสติ ถึงขั้นเสียชีวิต เหมือนสมองและเครื่องในสุกย้ำว่า...อาการฮีทสโตรกต้องได้รับการรักษาโดยด่วนในโรงพยาบาลเมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติ การปฐมพยาบาลขั้นต้น ให้ประคบ เย็นตามซอกตัว เช็ดตัว พัดลมระบายความร้อน นอนราบ ยกเท้าสูง หลบแดด ผึ่งลม ประคบเย็น และจิบนํ้า ระวังอาเจียน“ถ้าอาการหนักมากขึ้น ให้นอนราบหรือตะแคง หากอาจมีอาเจียนร่วมด้วย”ต้องจําไว้ว่า...การดื่มนํ้าจะทำให้เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะ ในระดับ 4 ห้ามให้นํ้าดื่มเด็ดขาด เพราะจะเกิดอันตรายรุนแรงได้การรักษาในระดับสามต่อสี่ หรือระดับสี่จะเป็นการรักษาในห้องผู้ป่วยอาการหนัก ที่ต้องมีการดูแล ระดับน้ำ เกลือแร่ ความดันโลหิต ภาวะไตและ...ที่สำคัญก็คือต้องให้ความร้อนแกนในของร่างกายลดลงถึงประมาณ 38.6 ถึง 39 องศา ทั้งนี้ โดยการลงน้ำแข็ง และอื่นๆ“คนอ้วน คนที่ดื่มสุรา เบียร์ ของหวาน จะมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะความสามารถในการปรับตัวกับความร้อนจะไม่ดี...อาการก่อนหน้าที่จะถึงขั้นอุณหฆาต อาจนํามาด้วยตะคริว หรือหน้ามืด เพลีย คลื่นไส้ จะเป็นลม ถึงจุดนี้ต้องหยุดกิจกรรมเช่นการออกกำลังเด็ดขาดเพราะเป็นสัญญาณเตือนว่าจะถึงระดับสี่”เตือนดังๆ ร้อนนี้กลุ่มเสี่ยงสูงสุดต้องระวังให้มาก นั่นก็คือ ผู้สูงวัย (สว.) และ ผู้มีโรคประจำตัว...ความดัน โรคไต เส้นเลือดสมองตีบ เพราะเลือดจะข้นจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง นับรวมไปถึง เด็กเล็กและทารก...ที่ระบบปรับตัวยังไม่สมบูรณ์ และ...ยังมี คนอ้วน และ นักดื่ม สุรา เบียร์...ของหวาน...จะขัดขวางการ “ปรับตัว” กับ “ความร้อน” อย่างรุนแรงร้อนนี้หากต้องออกแดดนานๆ ให้ “เลิก” ดื่มน้ำหวาน ชา กาแฟ และสุรา เพราะจะเป็นตัวเร่งให้ร่างกายขาดน้ำเร็วกว่าปกติ หากเริ่มรู้สึกตะคริวหน้าท้อง หน้ามืด คลื่นไส้ นั่นคือสัญญาณเตือนสุดท้ายจากร่างกายว่า “หยุดเดี๋ยวนี้!”...ก่อนที่อวัยวะภายในของคุณจะสุกไปมากกว่านี้“อย่าปล่อยให้แดดเมษาฯ กลายเป็นเพชฌฆาตเงียบ... รักดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ยั่งยืนในวันหน้า”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม