เป็นข่าวใหญ่พาดหัวยักษ์หนังสือพิมพ์และรายงานข่าวโทรทัศน์ทุกช่องมาหลายวันแล้วว่ารัฐบาลของท่านนายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูล จะออก พ.ร.ก.กู้เงินก้อนใหญ่ ซึ่งอาจจำเป็นจะต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ขึ้นไปเป็นร้อยละ 75ล่าสุดเรื่องดูเหมือนจะจบลงที่ยังเป็นแค่ข่าวประเภทคาดการณ์เท่านั้น เมื่อรัฐมนตรีหลายท่านออกมาปฏิเสธว่ายังไม่มีการคุยกันถึงเรื่องนี้ในรัฐบาล และในวาระการประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่แล้วมิได้มีเรื่องนี้แต่อย่างใด?แต่ด้วยสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและด้วยความจำกัดจำเขี่ยในการจัดเก็บรายได้จากภาษีต่างๆของรัฐบาล จึงเชื่อกันว่าการกู้ “เงิน” เพื่อมาใช้จ่ายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นคงยากจะหลีกเลี่ยงพ้นก็เป็นธรรมดาครับทุกครั้งที่จะมีการกู้เงินก้อนใหญ่ๆ ย่อมจะมีการแสดงความคิดทั้งเห็นด้วยไม่เห็นด้วย หรือแม้จะเห็นด้วยก็ยังต้องฝากข้อพึงระมัดระวังเอาไว้อีกหลายประการล่าสุด ผมอ่านข้อเขียนของอดีตรัฐมนตรีคลัง สมหมาย ภาษี นั้น จากเฟซบุ๊กของท่านที่ตั้งหัวข้อเรื่องไว้ว่า “งบประมาณแผ่นดินกับ หนี้สาธารณะภายใต้บริบทของการคอร์รัปชัน”ท่านสมหมายกล่าวตอนหนึ่งว่า หากหนี้สาธารณะจะทะลุ 70 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ปีหน้าก็มิได้แปลว่า “เป็นการละเลยต่อวินัยการคลัง” เพราะเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดไว้ก็เป็นการกำหนดขึ้นในยุคโควิด-19 ระบาดซึ่งคงจะเห็นว่าแค่นี้ก็พอแล้วในความเห็นของท่านสมหมายท่านมองว่าเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ ได้อีกเยอะหากจะเป็นการกู้มาเพื่อใช้ในการลงทุนต่างๆด้วยอดีต รมว.คลัง กล่าวถึงจุดแข็งหลายๆประการของการคลังไทยในปัจจุบันว่า นับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งที่ประเทศไทยใช้หนี้ไปหมดแล้ว...ภาครัฐ แทบไม่มีการก่อหนี้จากต่างประเทศเลย ทุกวันนี้หนี้ต่างประเทศมีการกู้บ้างเฉพาะสถาบันการเงินและภาคเอกชนเท่านั้นอีกประการที่เป็นจุดแข็งของไทยก็คือท่านบอกว่าถึงเราจะมีหนี้สาธารณะต่อ GDP ถึง 66.7 เปอร์เซ็นต์ ณ นาทีนี้ หรือประมาณ 12.7 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับทุนสำรองระหว่างประเทศของเราขณะนี้ 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณร้อยละ 50 ของ GDP นั้น ถือว่าเรามีสถานะดีกว่าประเทศอื่นๆในโลกนี้ถึง 3 ใน 4 ของประเทศทั่วโลกเลยทีเดียวจากนั้นท่านก็สรุปว่า “คนไทยเราควรเลิกหลอกตัวเองได้แล้ว เลิกกลัวผีหนี้จะทะลุเพดานได้แล้ว...ตอนนี้ถ้าไม่กู้เงินบาทมาให้มากพอที่จะใช้ลงทุน และยกระดับรายได้คนไทยทั้งชาติให้พ้นระดับที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ลูกหลานของคนไทยก็จะรับกรรมและมีปมด้อยไปตลอด” พร้อมกับทิ้งท้ายว่า“การยอมให้หนี้สาธารณะทะลุเพดานหนี้ 70% ไม่ใช่ว่าจะละเลยวินัยการคลัง แต่เป็นการปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์ที่ตรัสว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ต่างหาก”ซึ่งความคิดเห็นดังกล่าวนี้ก็ไปสอดคล้องกับของคุณ “ลม เปลี่ยนทิศ” เจ้าของคอลัมน์ในหน้า 5 ไทยรัฐ หน้าเดียวกับผมนี่แหละคุณลมเขียนไว้เมื่อฉบับวันจันทร์ที่ 20 เมษายน เสนอว่าควรขยายเพดานเงินกู้เป็น 80 เปอร์เซ็นต์ไปเลยมาเพิ่มกะปริดกะปรอยทีละ 5 เปอร์เซ็นต์จะไปพออะไรกู้ทั้งทีควรจะมีเงินมากพอที่จะนำมาใช้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ไปสู่เศรษฐกิจใหม่ที่เป็นอนาคตของโลก แทนที่จะกู้มาใช้หนี้และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งไม่ทำให้อนาคตของประเทศชาติดีขึ้นโดยส่วนตัวผมเองเห็นด้วยกับแนวคิดของท่านสมหมายและคุณลม เปลี่ยนทิศครับ แต่ประสาคนหัวโบราณก็ยังห่วงการคอร์รัปชันของข้าราชการไทยบางกลุ่มกับเอกชนไทยบางกลุ่มอยู่นั่นเอง (ในข้อเขียนของท่านสมหมายก็ห่วงเรื่องโกง เขียนไว้ยาวเหมือนกัน)...เข้าไปอ่านในเฟซบุ๊ก สมหมาย ภาษี ได้เลยนะครับสรุป...ถ้าควบคุมคอร์รัปชันได้...เอาเลยครับ เพราะนี่คือทางออกของประเทศในยามนี้ ฝาก “เสี่ยหนู” นายกรัฐมนตรีกับท่านรอง “เอกนิติ” เอาไว้ด้วยก็แล้วกัน."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม