“อนุทิน” โอ่กลางวง AZEC พลิกวิกฤติตะวันออกกลางเป็นโอกาส ผลักดันไทย Net Zero เร็วขึ้น เมิน “ไหม ศิริกัญญา” วิจารณ์ “คนละครึ่งพลัส” เกาไม่ถูกที่คัน อ้างรัฐบาลเปลี่ยนแนวทางไม่ได้ พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “นโยบายไทยช่วยไทย” ชี้ “เอกนิติ” วางแผนใช้ที่ว่าการอำเภอ จำหน่ายสินค้าราคาถูก “รัชดา” เมินตอบโต้ หน้าที่รัฐบาลดูแลค่าครองชีพประชาชน “วีระยุทธ” สับต่อดูรัฐใจดีกับผู้รับเหมาเป็นพิเศษ ทั้งเผื่อต้นทุนน้ำมัน หรือทิ้งงานก็ไม่ผิด ทำวลี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ตามหลอกหลอน นายกฯเตรียมลงใต้ ขู่ย้ายพวก เกียร์ว่าง-คนในเครื่องแบบนอกรีตนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ประกาศกลางวงประชุม AZEC พลิกวิกฤติตะวันออกกลางเป็นโอกาส ผลักดันไทย Net Zero เร็วขึ้น เมินเสียงวิจารณ์ “คนละครึ่งพลัส” เกาไม่ถูกที่คัน อ้างรัฐบาลเปลี่ยนแนวทางไม่ได้ พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “นโยบายไทยช่วยไทย”“อนุทิน” ถกวง AZEC ผ่านทางไกลเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 เม.ย. ที่ห้องโดม ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามคำเชิญของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประธานการประชุม ทั้งนี้ AZEC เป็นการประชุมที่ญี่ปุ่นริเริ่มขึ้นในปี 2565 เพื่อรับมือกับความมั่นคงทางพลังงาน ปีนี้มีผู้นำจากประเทศสมาชิก AZEC อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ติมอร์เลสเต บังกลาเทศ และไทย รวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย บรูไน อินเดีย ศรีลังกา และจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุมด้วย โอกาสนี้นางทาคาอิจิประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC โดยจะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการคลัง พร้อมทั้งเสนอการยกระดับความร่วมมือสู่ “AZEC 2.0” เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน (energy resiliency) ในระยะยาวให้กับประเทศสมาชิกมอบ “นรสิงห์ปราบมาร” ให้สื่อผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังเสร็จสิ้นการประชุม AZEC ก่อนที่นายอนุทินจะให้สัมภาษณ์ได้ถือโอกาสเนื่องในวันสงกรานต์ มอบองค์นรสิงห์ปราบมารครบรอบ 66 ปี การสถาปนาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้กับผู้สื่อข่าว พร้อมแจกคาถาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บทสวด “นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา” คาถาของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมระบุว่าขอให้สวด 9 จบ จะช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งปวง ปีนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลไม่มีการจัดพิธีรดน้ำดำหัว ก่อนพูดติดตลกว่ายังไม่ถึงวัยให้รดน้ำดำหัว เมื่อถามถึงกรณีนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย แจกเงินสดแก่ผู้สูงอายุเนื่องในวันผู้สูงอายุ นายอนุทินทำท่ายกมือปิดหูทั้งสองข้าง อ้าปากและชี้ไปที่หู ก่อนจะบอกว่า “หูอื้อไม่ได้ยิน”ไทยใช้วิกฤติเป็นโอกาส Net Zeroนายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงการประชุม AZEC ว่า มีโอกาสกล่าวสุนทรพจน์เป็นเวลา 3 นาที การประชุมนี้เป็นความพยายามรวมกลุ่มประเทศให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ให้ได้ ทุกประเทศกล่าวถึงปัญหาของพลังงานที่เกิดขึ้น ประเทศไทยกล่าวถึงประเด็นที่เราต้องปรับโครงสร้างการใช้พลังงานในประเทศของเรา เพื่อให้เกิดความมั่นคง และประชาชนไม่เดือดร้อน มองว่าตอนนี้แม้จะเป็นวิกฤติแต่ยังเป็นโอกาสที่จะทำให้เราเข้าถึงสภาพ Net Zero Emissions ได้เร็วกว่าที่เราตั้งเป้าหมายไว้ เราจะไม่ยอมแพ้ เมื่อมีอุปสรรคประเทศไทยพร้อมจะปรับสภาพ และหาพลังงานทางเลือกต่างๆมาใช้ เพื่อให้ความต่อเนื่องยังดำเนินต่อไป และเข้ากับกฎบัตรสหประชาชาติปรับ “คนละครึ่ง” เป็น “ไทยช่วยไทย”ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ทักท้วงนโยบายคนละครึ่งที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องเร่งเยียวยาความเดือดร้อนประชาชน นายอนุทินตอบว่าฝ่ายค้านท้วงติงถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่รัฐบาลมีหน้าที่ทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหา และลดความเดือดร้อนให้ประชาชน รัฐบาลจะเปลี่ยนแนวทางไม่ได้ รับรองว่าเรื่องที่รัฐบาลทำไม่ผิดกฎหมาย และไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ส่วนวิธีการหรือรูปแบบคงไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกันได้ เมื่อถามว่าโครงการคนละครึ่งพลัสจะได้ช่วงไหน และประชาชนจะได้คนละเท่าไหร่ นายอนุทินตอบว่าเร็วที่สุด รัฐบาลเพิ่งบริหารเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 10 เม.ย. อย่างนโยบายคนละครึ่งพลัสอาจเรียกเป็น “นโยบายไทยช่วยไทย” นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง วางรูปแบบไว้แล้ว ใช้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศให้ห้างร้านมาวางสินค้าจำหน่ายแก่ประชาชนมากที่สุดรักษาเสถียรภาพตลาดพลังงานน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายก รัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯย้ำในที่ประชุม AZEC ถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นความจำเป็น และความมั่นคงทางทะเลมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงาน และอาหารของโลก แม้หลายประเทศจะมีมาตรการรับมือในทิศทางคล้ายคลึงกัน แต่มีศักยภาพและข้อจำกัดแตกต่างกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญ มีการหารือกันในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และจะสานต่อในเวทีผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่น ในการรักษาเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานและเสริมความยืดหยุ่นในจุดที่สำคัญ ในระยะสั้นนายกฯเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และการใช้กลไกความร่วมมือ เพื่อบรรเทาผลกระทบ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นสำคัญ มุ่งให้ประชาชนมีพลังงานใช้เพียงพอในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพจากผลกระทบของราคาพลังงานโลกในระยะยาวปลื้มสงกรานต์ไทยกระฉ่อนโลกน.ส.รัชดายังกล่าวอีกว่า สำหรับเทศกาลสงกรานต์ ประเทศไทยปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนมรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทย ผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP Reuters Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศ (ททท.) คาดการณ์สร้างรายได้รวมกว่า 30,350 ล้านบาท มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 5 แสนคน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา นายกฯชื่นชมความสำเร็จการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ทุกจังหวัด“รัชดา” เมินโต้ “ไหม” ปมคนละครึ่งน.ส.รัชดากล่าวว่า ส่วนกรณี น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน วิจารณ์มาตรการคนละครึ่งพลัสว่ายังไม่ใช่เวลาจะมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นเวลาที่ต้องเยียวยาค่าครองชีพให้กับประชาชนนั้น ไม่ขอตอบโต้ เพราะการดูแลค่าครองชีพประชาชนเป็นสิ่งที่รัฐบาลพิจารณาอยู่แล้ว ที่ผ่านมาได้เริ่มโครงการไทยช่วยไทย หลังจากนี้จะมีมาตรการอื่นออกมาเป็นชุดๆ อยากให้ประชาชนและฝ่ายค้านติดตาม เมื่อถามว่าการประชุม ครม.ครั้งหน้าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเยียวยาประชาชนอะไรบ้าง น.ส.รัชดาตอบว่า จะมีมาตรการทยอยออกมา ทั้งเรื่องค่าครองชีพ โครงการคนละครึ่ง หรือมาตรการดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อย และเรื่องปุ๋ย จะออกมาเป็นแพ็กเกจ ยืนยันว่ารัฐบาลดูแลแน่นอน“ส้ม” สับรัฐใจดีผู้รับเหมาเป็นพิเศษขณะที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชี รายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการว่า รัฐบาลใจดีกับผู้รับเหมาเป็นพิเศษหรือไม่ หลังมีมติคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการชุดใหญ่ เช่น เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มคนละ 100 บาท เป็นเวลา 1 เดือน ออกงบดูแลกลุ่มขนส่ง 1,600 ล้านบาทแต่ถ้าลงไปดูประกาศกระทรวงการคลังจะเห็นว่า “คู่สัญญาภาครัฐ” โดยเฉพาะบริษัทรับเหมาก่อสร้างได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เปิดกว้างให้ยกเลิกสัญญา หรือทิ้งงานได้ แถมยังให้ปรับราคากลางใหม่แบบเผื่อต้นทุนน้ำมันดีเซลไว้ถึง 69.99 บาท รวมแล้วผู้รับเหมามีความพิเศษถึง 5 ข้อที่กระทรวงการคลังให้ความช่วยเหลือ คือ 1.ถ้าชนะประมูล แต่เห็นว่าไม่คุ้ม ไม่ต้องมาลงนาม=ให้ถือว่ามีเหตุผลสมควร ไม่เป็นผู้ทิ้งงาน พร้อมคืนหลักประกัน 2.ถ้าลงนามแล้ว ไม่อยากทำต่อ=เจรจาหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม 3.ถ้าลงนามแล้ว แต่ยังไม่เริ่มงาน=หน่วยงานรัฐสามารถใช้ดุลพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้“ผลประโยชน์ทับซ้อน” ตามหลอนนายวีระยุทธระบุอีกว่า 4.เพิ่มราคากลางให้ โดยไม่ระบุกรอบเวลา=ให้ขยายราคากลางงานก่อสร้าง เผื่อราคาดีเซลไว้ที่อัตรา 51.00-69.99 บาทต่อลิตร 5.ท่อนสุดท้ายในประกาศ เป็นการให้อำนาจต่อรองกันแบบเสรี “ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ รวมทั้งปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน รองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและราคาวัสดุ” แน่นอนว่าคู่สัญญาภาครัฐมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ “ความใจดี” เป็นพิเศษขนาดนี้ ทำให้ต้องตั้งคำถามเช่นกันว่ารัฐบาลใช้หลักการดูแลเป็นธรรมและทั่วถึงแค่ไหน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ภาคธุรกิจอื่นและประชาชนกลุ่มต่างๆต้องเผชิญวิกฤติ รุนแรงไม่แพ้กัน และทำให้คำถามเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” กลับมาอีกครั้ง“มาร์ค” ซัด “หนู” บริหารแบบนักธุรกิจขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” เพจหมาเฝ้าบ้านว่า รัฐบาลยังมีความล่าช้าและไม่ตรงจุดในการรับมือกับวิกฤติพลังงานและของแพง การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันรวดเร็วโดยไร้มาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันกว่า 4 หมื่นล้านบาทสูญเปล่า มาตรการช่วยเหลือในวงเงินเพียง 2 พันล้านบาท ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกระทบ เสนอแนะให้เร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน นำกลไกภาษีลาภลอยมาใช้ และให้นายกฯปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศที่ยึดติดกับรูปแบบเอกชนมากเกินไป รัฐบาลควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบจากโครงการที่มีความจำเป็นน้อยมาจัดระบบช่วยเหลือประชาชนและลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และในส่วนค่าการกลั่นเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นหลักการสากลที่หลายประเทศใช้กัน และให้เร่งทบทวนสูตรการรับซื้อไฟฟ้า ที่ผูกติดกับราคาก๊าซในตลาดโลก ทั้งที่ต้นทุนผลิตจริงอาจไม่ได้สูงตามนั้น เป็นประเด็นที่ รมว.พลังงาน ยังหลีกเลี่ยงที่จะให้ความชัดเจนแนะ “เอกนิติ” ตีโจทย์วิกฤติตรงเป้านายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขอฝากข้อคิดไปถึง รมว.คลังว่าวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างสิ้นเชิง การแก้ปัญหาต้องระวังไม่ใช้เครื่องมือไปทุบเศรษฐกิจให้ฟุบเพื่อหวังกดเงินเฟ้อ และควรเลิกยึดติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแหอย่าง “คนละครึ่ง” ควรนำงบประมาณไปทำมาตรการพุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และภาคขนส่ง จะตอบโจทย์สถานการณ์ได้ตรงจุดกว่า ปัญหาการทำงานของรัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจากนายกฯอาจติดกับรูปแบบการบริหารงานในภาคเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวคือกำไรสูงสุด แต่การบริหารประเทศสังคมมีเป้าหมายที่หลากหลาย เมื่อถามว่ามีการวิเคราะห์เรื่องอายุรัฐบาลชุดนี้ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เสถียรภาพไม่ได้อยู่ที่เสียงในสภา แต่อยู่ที่ผลงานจัดการความเดือดร้อนของประชาชน ปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลล้มได้เร็วที่สุดคือการทุจริตคอร์รัปชัน หากประมาทหรือมั่นใจในอำนาจมากเกินไป ก็อาจซ้ำเติมตัวเองได้กมธ.ยุติสอบ “ผู้กอง” ฟ้องชาวบ้านผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า กรณี น.ส.สุภาภรณ์ โพธิ์ศรี สมาชิกกลุ่มแนวร่วมประชาชน ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. เป็นประธาน ให้ตรวจสอบกรณีถูก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทที่ สภ.เมืองพะเยา ส่อเข้าข่ายฟ้องปิดปากประชาชนที่ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ล่าสุด กมธ.พัฒนาการเมืองฯนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือ แต่เนื่องจากเรื่องดังกล่าวฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ตามระเบียบสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาว่าด้วยการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ เป็นเหตุให้ต้องยุติเรื่องร้องเรียนดังกล่าว กมธ.จึงมีมติให้ยุติเรื่อง แต่จากการพิจารณาบทบาทของ กมธ. มีคณะอนุ กมธ.สิทธิมนุษยชนสิทธิและเสรีภาพ ทำหน้าที่พิจารณาศึกษาร่างกฎหมาย แต่ให้นำข้อมูลร้องเรียนดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ อนุ กมธ. ที่อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจัดทำมาตรการป้องกันการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชน ให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านยิ่งขึ้นนายกฯขู่ย้ายพวกเกียร์ว่าง–นอกรีตวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เม.ย.ว่า ต้องไปทำให้เกิดความมั่นใจ เรามีปัญหามากพออยู่แล้วกับการสู้รบกับผู้ก่อความไม่สงบ การใช้อาวุธทำร้ายคนไทยด้วยกันเองในลักษณะลอบสังหาร ต้องไม่เกิดกับประเทศไทย กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้เร่งดำเนินคดีและจับตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด เขาก็ดำเนินการไประดับหนึ่งแล้ว อาวุธของเรากำลังของเรา ต้องมีไว้สู้กับคนที่ไม่หวังดีกับประเทศ ไม่ใช่มาทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง กำชับไปยังฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายตำรวจ ถ้าไม่ดีขึ้นต้องมีการย้าย มีการเปลี่ยน งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 กลับใส่เกียร์ 2 จะดำเนินการให้ดู นายกฯมีอำนาจ ไม่ต้องไปวัด KPI ที่ไหน สำหรับนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เจอที่สภาก็ให้กำลังใจกัน และไปครั้งนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมคนใดคนหนึ่ง แต่ลงไปเพื่อรับฟังสถานการณ์ต่างๆยันยังไม่เปิดด่านจันทบุรี–ตราดนายอนุทินยังกล่าวถึงกรณีกัมพูชาเรียกร้องให้เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราดว่า ยังไม่มีการนัดพูดคุยอะไรกัน ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ และไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องรายงาน ขอย้ำว่ายังไม่มีการเปิดด่าน และยังไม่ถึงเวลาเปิด เมื่อถามว่าหากกัมพูชาประสานมาต้องผ่านทางการทูตใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ตอนนี้การทูตยังไม่มี เหลือเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูต ทุกอย่างต้องเริ่มเป็นขั้นตอน ก่อนจะถึงจุดอื่นใดต้องเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ ย้ำอีกครั้งว่าขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยถึงจุดนั้นโพลชี้อยากให้รัฐช่วยลดค่าครองชีพอีกเรื่องซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,125 ตัวอย่าง เรื่อง “ค้าขาย 2 วิกฤติ โควิดกับปัจจุบัน” ระหว่างวันที่ 10-14 เม.ย. พบว่าสถานการณ์การค้าขายในช่วงวิกฤติโควิด ร้อยละ 33.9 ระบุว่าขายไม่ดี ส่วนสถานการณ์วิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ร้อยละ 34.8 ระบุว่าพออยู่ได้ ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบความรู้สึกการค้าขายระหว่างวิกฤติโควิดกับวิกฤติตะวันออกกลาง ส่วนใหญ่ร้อยละ 44.3 ระบุว่าในปัจจุบันดีกว่ามาก และความรู้สึกต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน มีความหวังแต่ไม่มั่นใจ สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ส่วนใหญ่ ร้อยละ 78.6 อยากให้ลดค่าครองชีพทันที อาทิ ค่าไฟ น้ำมัน สินค้าอุปโภคบริโภค รองลงมาอยากให้กระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานราก และลดต้นทุนผู้ค้ารายย่อยอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่