วังวนการเมืองไทย ต้องลุ้นระทึก อีกครั้งอย่างแน่นอน กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หอบเอกสารพันกว่าหน้าประกอบคำร้องยื่นต่อทางศาลฎีกา เมื่อวันที่ 9 เม.ย. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรงอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ที่ร่วมกันลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112ถ้ามองในแง่ร้าย หากศาลมีคำวินิจฉัยในทางลบ ผลกระทบที่จะตามมาอาจรุนแรงกว่าการยุบพรรคที่เคยเกิดขึ้นในอดีต นักวิเคราะห์มองตรงกันหลายคนเรื่องที่อาจเกิดจุดเสี่ยงภาวะมันสมองของ พรรคสีส้มขาดช่วง สูญสิ้นบุคลากรระดับหัวกะทิ เซ่นสังเวย การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 219ผู้แทนฯคุณภาพ จากพรรคสีส้มสุ่มเสี่ยงถูกประหารชีวิตทางการเมือง ทั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ขุนพลด้านเศรษฐกิจ นายรังสิมันต์ โรม ผู้ที่เกาะติดปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ขุนพลฝีปากกล้า ฝ่ายค้านจะสูญเสีย สส.ที่มีประสบการณ์จำนวนมากด้านแรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่น ในกระบวนการยุติธรรม นักวิชาการประเมิน คดีนี้เป็นการปะทะกันระหว่างจริยธรรมอำนาจนิยมกับจริยธรรมเสรีนิยม อีกทั้ง สังคมจะเกิดคำถามใหญ่ 2 ประเด็น คือ เรื่องเอกสิทธิ์ของ สส.การใช้อำนาจนิติบัญญัติ การเสนอแก้ไขกฎหมายถูกตีความเป็นความผิดทางจริยธรรมหรือไม่ อย่างไรอาจทำให้เกิดภาวะกังวลเกินเหตุ นักการเมืองอาจขยาดกลัวการปฏิรูปกฎหมาย สำคัญในอนาคต สส.จะกังวลเรื่องความเสี่ยงทางกฎหมาย ความเป็นธรรมและความชอบธรรม นอกจากนี้ยังเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่มีใครในประเทศอยากเห็น ผลลัพธ์ของคดีกลายเป็นชนวนเหตุให้สถานการณ์การเมืองบนถนนกลับมาอีกครั้งความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ คดีนี้จะยิ่งขยายรอยร้าวระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่มองว่า คือการปกป้องสถาบันฯ กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองว่า คือการทำลายระบอบ ประชาธิปไตยผ่านนิติสงคราม คำวินิจฉัยที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่การชี้ชะตานักการเมือง 44 คน แต่คือ การวางบรรทัดฐานใหม่ให้กับการเมืองไทยครั้งสำคัญอีกด้วยคนไทยจะได้รับทราบ เส้นแบ่งระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ และมาตรฐานจริยธรรมอยู่ตรงไหนกันแน่ ซึ่งผลของมันอาจเปลี่ยนโฉมหน้าโครงสร้างอำนาจและการต่อสู้ทางการเมืองของไทยไปตลอดกาล โดยสิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องตั้งมั่นยึดเอาไว้เป็นหลักก็คือ ผลคดีออกหน้าไหนทุกฝ่ายต้องยอมรับ เพราะประเทศชาติบอบช้ำมากเกินพอแล้ว คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม