การได้เป็นรัฐบาลในช่วงวิกฤติพลังงานโคตรแพงเป็นงานเหนื่อยรากเลือดของนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะวิกฤติน้ำมันแพงเป็นสารตั้งต้นของวิกฤติของแพงทั้งแผ่นดิน เป็นไฟต์บังคับ “นายกฯอนุทิน” ต้องมะรุมมะตุ้มแก้วิกฤติซ้อนวิกฤติแบบไฟลนก้นตลอด 24 ชั่วโมง การจะอุ้มราคาน้ำมันก็อั้นไม่ไหว เพราะวิกฤติน้ำมันแพงลากยาวไปอีกปีสองปี!งบประมาณรัฐบาลที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอที่จะอัดฉีดช่วยค่าครองชีพของประชาชนความตั้งใจจะเร่งสร้างผลงานรัฐบาลให้เข้าตาประชาชนกลายเป็นเรื่องลำบากยากเย็นถือเป็นจังหวะนรกที่นายกฯอนุทิน ต้องเจออย่างจัง!!“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่ารัฐบาลอนุทินต้องทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลจะทุ่มเทงานอย่างเต็มที่ในการรับมือวิกฤติน้ำมันแพงต้องทำให้คนไทยยอมรับความจริงว่าน้ำมันต้องแพงและแพงไปอีกนาน!!อย่าให้ความหวังลมๆแล้งๆ ว่าราคาน้ำมันดีเซลจะกลับมาลิตรละ 30 บาทเท่าเดิมแถมราคาน้ำมันดีเซลอาจแพงกว่าลิตรละ 50 บาทหากสงครามตะวันออกกลางยังปิดฉากไม่ลงข้อสำคัญ รัฐบาลไม่มีปัญญาจะลด ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท อย่างที่เรียกร้องกันอึกทึกครึกโครมการที่รัฐบาลอาจยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพียงลิตรละ 1 บาท ถือว่ามากเต็มกลืนเพราะแค่ลดไป 1 บาท ทำให้รายได้รัฐบาลหายไปก้อนโตดังนั้นกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตเพื่อแก้วิกฤตินํ้ามันแพง ไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอนส่วนการเรียกร้องให้รัฐบาลลดภาษีแวตนํ้ามันดีเซลยิ่งเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง“แม่ลูกจันทร์” มองว่าสิ่งที่รัฐบาลอนุทินเพิ่งทำสำเร็จเมื่อวานซืนคือใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง สั่งลดค่าการกลั่นนํ้ามันลงลิตรละ 2 บาทเมื่อราคานํ้ามันหน้าโรงกลั่นลดลงลิตรละ 2 บาทราคานํ้ามันดีเซลหน้าปั๊มจะเหลือลิตรละ 48 บาทการที่รัฐบาลทำให้ราคานํ้ามันดีเซลถูกลงลิตรละ 2 บาท ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย“แม่ลูกจันทร์” ยํ้าว่าสิ่งที่รัฐบาลอนุทินต้องทำต่อไปคือเก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน...ดึงงบประมาณที่เบิกจ่ายไม่ทันหั่นงบท่องเที่ยวดูงานต่างประเทศจากทุกหน่วยงานกวาดงบโครงการต่างๆ ที่ยังไม่จัด ซื้อจัดจ้างมารวมเป็นก้อนเดียวกันคาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินเพิ่มอีก 40,000 ล้านบาทบวกงบกลางที่ยังค้างท่ออีก 25,000 ล้านบาทรวมเป็น 65,000 ล้านบาทพอถูไถสู้วิกฤตินํ้ามันแพงได้อีก 3 เดือนนี่คือการแก้วิกฤติระยะสั้นของรัฐบาลอนุทินส่วนระยะยาว...จะดิ้นสู้ฟัดอย่างไรต่อไป??ขอเวลานายกฯอนุทินตัดสินใจอีกแป๊บนะโยม.“แม่ลูกจันทร์”คลิกอ่านคอลัมน์ “สำนักข่าวหัวเขียว” เพิ่มเติม