ต้องถือว่า “เซอร์ไพรส์” และ “พลิกล็อก” ไม่เบาเลยทีเดียว สำหรับ “โผสุดท้าย” ของรายชื่อรัฐมนตรีต่างๆ ในรัฐบาล “อนุทิน 2” ที่ไม่ปรากฏรายชื่อของ “ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วยเหมือนโผแรกๆผมเองก็ยังใส่ชื่อท่านไว้ในกลุ่ม “รัฐมนตรีคนนอก” ที่ผมให้ฉายาว่ากลุ่ม “ลูกนอกสมรส” เพื่อล้อเลียน “กลุ่มลูกเทพ” รมต.เจนใหม่ของพรรคภูมิใจไทยที่จะเข้ามาบริหารประเทศชาติสืบสกุลนักการเมืองเก่า ในข้อเขียนของผมเมื่อ 2 วันก่อนเพราะมั่นใจว่ายังไงๆ ดร.บวรศักดิ์ ก็ได้ไปต่อแน่ๆ และรายชื่อท่านก็อยู่ในโผแรกๆทุกโผที่มีการเปิดเผยโดยตลอดจนกระทั่งเมื่อหนังสือพิมพ์พาดหัวยักษ์ว่าท่านเก็บข้าวของที่ทำเนียบแล้ว...พร้อมกับลงภาพรถรับจ้างไปขนของของท่านออกจากทำเนียบนั่นแหละ...ผมจึงเชื่อสนิทใจว่าท่านไม่ไปต่อจริงๆไม่ว่าเหตุผลเบื้องหน้าเบื้องหลังของการ “ไม่ไปต่อ” จะเป็นอย่างไร? ท่านรู้ตัวว่า “เขา” จะไม่ต่อให้ท่าน ท่านจึงชิงปฏิเสธเสียก่อน? หรือจะมีอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านี้ก็ตามทีเถิด...ในฐานะคนรู้จักคุ้นเคย ผมขอถือโอกาสนี้เขียน “ขอบคุณ” ท่านอีกแรงหนึ่งเท่าที่ติดตามการทำหน้าที่ตลอดช่วงอนุทิน 1 แม้จะไม่ประจักษ์ชัดว่าท่านให้คำแนะนำหรือให้คำปรึกษาในเรื่องสำคัญใดๆ ไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้ยินว่าท่านให้คำปรึกษาในทางเสียๆหายๆ โดยเฉพาะหลายๆเรื่องที่ยังค้างคาอยู่ในใจของประชาชนไม่ว่าเรื่อง “ที่ดินเขากระโดง” หรือ “ฮั้ว สว.” ก็ตามท่านเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ท่านขออนุญาตนายกฯอนุทินแล้วว่าจะไม่ให้คำปรึกษาใน 2 เรื่องนี้ และขอให้เป็นไปตามกระบวนการของบ้านเมือง ซึ่งเพียงเท่านี้ผมก็รู้สึกภูมิใจในตัวท่านและรู้สึกไม่เสียแรงที่ได้เคยให้ความเคารพนับถือท่านมาโดยตลอดในอดีตผมเคยขอให้ท่านมาช่วยผมเมื่อครั้งทำงานที่สภาพัฒน์อยู่เรื่องหนึ่ง ยังจำความโดดเด่นในฐานะยอดฝีมือด้านกฎหมายของท่านได้จนถึงวันนี้ยุคนั้นนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา มีความประสงค์จะคลอดกฎหมายว่าด้วย “ป่าชุมชน” เพื่อหาวิธีให้ “คน” กับ “ป่า” อยู่ด้วยกันได้อย่างเกื้อกูลกัน...สั่งการให้สภาพัฒน์จัดสัมมนาในเรื่องนี้และขอให้ช่วยร่างกฎหมายให้ด้วย ถ้าสามารถทำได้ทางสภาพัฒน์ก็เชิญท่านผู้รู้เรื่องป่าและเรื่องป่าชุมชนมาสัมมนากันหลายวัน รวมทั้งได้เชิญ ดร.บวรศักดิ์ กับคณะของท่านอีก 3-4 ท่าน มาร่วมด้วยที่ประชุมสัมมนาตกลงกันได้อย่างไร พวกผมที่สภาพัฒน์ก็บันทึกไว้เป็นข้อๆ ด้วยภาษาราชการทั่วๆไป เสร็จแล้วก็ส่งให้อาจารย์บวรศักดิ์กับคณะเอาไปร่างเป็นภาษา กฎหมาย ทันทีในคืนนั้นเมื่อจบสัมมนาเราจึงได้ร่างกฎหมายมา 1 ฉบับ จำได้ว่าผมนำไปมอบให้ท่านนายกฯบรรหารด้วยตนเอง ท่านชอบมากแต่ในที่สุดก็ตกไป เพราะเสนอสภาไม่ทันเนื่องจากท่านบรรหารพ้นจากตำแหน่งนายกฯไปเสียก่อนเห็นฝีมือของ ดร.บวรศักดิ์ ในครั้งนั้นแล้ว ผมก็บอกเพื่อนๆไว้เลยว่า เด็กหนุ่มคนนี้จะต้องเจริญรุ่งเรืองในวิชาชีพนักกฎหมายแน่นอนซึ่งก็เป็นไปตามนั้น ท่านอาจารย์บวรศักดิ์สามารถใช้วิชากฎหมายของท่านดังที่เราทราบจนในที่สุดก็เป็นหนึ่งในนักกฎหมายระดับ “แนวหน้าของแผ่นดิน” มาจนถึงบัดนี้ทราบว่าอาจารย์มีอายุ 71 ปีแล้ว แม้จะยังแข็งแกร่งอยู่ แต่ก็ถือว่าเป็นผู้สูงอายุแล้ว หากจะไปพักผ่อนในช่วงนี้ก็สมควรอย่างยิ่งงานข้างหน้าน่าจะหนักมากโดยเฉพาะทางด้านกฎหมาย ซึ่งนอกจากเรื่องหนักหนาสาหัสโดยทั่วไปแล้ว เรื่องที่ดินเขากระโดง และเรื่องฮั้ว สว. ก็น่าจะเข้มข้นขึ้นมาเรื่อยๆให้นักกฎหมายรุ่นศิษย์อย่างท่านเลขาธิการกฤษฎีกา ปกรณ์ นิลประพันธ์ อายุ 57 ปี มารับช่วงแทนถือว่าเหมาะสมทุกประการแล้วครับขอบคุณอีกครั้งนะครับท่านอาจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม