ชาวบ้าน จ.พิจิตร-จ.เพชรบูรณ์ รอบเหมืองทองอัคราเฮ ศาลแพ่งแผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาให้ชนะคดี สั่ง บมจ.อัครา รีซอร์สเซส จ่ายค่าเสียหายให้ชาวบ้านที่ยื่นฟ้องแบบกลุ่มทั้ง 382 คน แตกต่างกันไปตามสภาพความเดือดร้อน และอาการเจ็บป่วยจากโลหะหนักที่รั่วไหลมาจากบ่อเก็บกักกากแร่ที่ 1 ภายในเหมือง คนละ 1 หมื่นบาท ถึงกว่า 2 แสนบาท นอกจากนี้ ยังให้รวมชาวบ้านที่ยังไม่ได้ยื่นฟ้องเข้ามาด้วย ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่าถูกละเมิด และมีผลการ ตรวจร่างกายยืนยัน รวมมูลค่าความเสียหายข้อหาละเมิดเบื้องต้นกว่า 40 ล้านบาทที่ห้องพิจารณาคดี 310 ศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 มี.ค. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ สว 2/2559 น.ส.สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง กับพวกรวม 4 คน ตัวแทนชาวบ้าน จ.พิจิตร และจ.เพชรบูรณ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแบบกลุ่มต่อบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองทองคำชาตรี เป็นจำเลย เรื่องละเมิด ขอค่าเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างอื่น กรณีชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำของ บมจ.อัครา รีซอร์สเซส วันนี้ น.ส.เอมิลี่ ปาลามี ประดิจิต ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิมานุษยะ ผู้ขับเคลื่อนและสนับสนุนข้อเรียกร้องให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ นำกลุ่มชาวบ้านประมาณ 50 คนมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วยโจทก์ฟ้องว่า จากการประกอบกิจการเหมืองแร่ของจำเลย (บมจ.อัครา รีซอร์สเซส) ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของฝุ่นละอองโลหะหนักที่มีพิษออกสู่ภายนอกเหมือง การพัดปลิวไปตามกระแสลมเกิดเสียงสั่นสะเทือนจากการระเบิดหิน เกิดการรั่วไหลของสารพิษไซยาไนด์ที่ถูกกักเก็บไว้ในบ่อกักเก็บกากแร่ เกิดการแพร่กระจายของสารโลหะหนักอื่นๆ เช่น สารหนู แมงกานีส และเหล็ก แพร่กระจายเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมของโจทก์และสมาชิกกลุ่มที่อาศัยบริเวณรอบลำคลองและอ่างเก็บน้ำโจทก์และสมาชิกกลุ่มนำน้ำจากลำคลองมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จะส่งผลให้เกิดการสะสมของสารพิษในผลผลิตทางการเกษตร เช่น เมล็ดข้าว ข้าวโพด ตลอดจนการบริโภคข้าวและอาหารจากแหล่งน้ำดังกล่าวมีสารไซยาไนด์ สารหนู และแมงกานีสเจือปน เป็นเหตุให้โจทก์และสมาชิกกลุ่มเจ็บป่วยได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย และจิตใจ ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์และสมาชิกกลุ่ม เป็นค่ารักษาพยาบาลการเจ็บป่วยมีสารพิษในร่างกาย ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยด้านร่างกาย ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยด้านจิตใจ ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพ และค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า มีการรั่วไหลของโลหะหนักจากบ่อเก็บกักกากแร่ที่ 1 จากทางทิศใต้ออกไปสู่ที่ราบผ่านไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้พบโลหะหนักอยู่ตามลำคลอง และประชาชนมีสารโลหะหนักในร่างกาย ได้รับผลกระทบจากฝุ่นที่เกิดจากการระเบิดเหมืองแร่ และได้รับผลกระทบจากเสียงการทำเหมืองแร่ของจำเลย กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้ง 4 และสมาชิกกลุ่มจำนวน 382 คนพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยสำหรับประชาชนที่มีอายุ 15 ปีลงมา รายละ 200,000 บาท อายุมากกว่า 15 ปี รายละ 100,000 บาท อายุ 15 ปีลงมา แต่มีค่าโลหะหนักในร่างกายไม่เกินเกณฑ์รายละ 100,000 บาท อายุมากกว่า 15 ปี แต่มีค่าโลหะหนักในร่างกายไม่เกินเกณฑ์รายละ 50,000 บาท ค่าเสื่อมสภาพจิตใจได้รับความหวาดกลัววิตกกังวล สำหรับผู้ที่มีสารโลหะหนักเกินเกณฑ์ได้รับการชดใช้รายละ 20,000 บาท ส่วนที่ไม่เกินเกณฑ์ให้ได้รับรายละ 10,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลรายละ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายการซื้อน้ำดื่มและอาหารเมื่อไม่สามารถอุปโภคบริโภคจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตให้ชดใช้รายละ 5,000 บาท ค่าขาดประโยชน์การใช้แหล่งน้ำและวิถีชีวิตถูกทำลายให้ชดใช้รายละ 5,000 บาทสรุปคดีเหมืองทอง ศาลแพ่งให้ชดใช้รวมยอดทั้งหมดเป็นเงิน 40,740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนอกจากนี้กำหนดให้จำเลยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองสาธารณะโดยรอบให้ปราศจากสารปนเปื้อน ให้รับผิดชอบการบำบัดดิน น้ำ คลองสาธารณะ และอ่างเก็บน้ำให้ปราศจากการปนเปื้อน กลบหลุมเหมืองเก็บกักกากแร่ที่ 1 ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องโดยคำนึงถึงความปลอดภัย ส่วนคำขออื่นให้ยกหลังฟังคำพิพากษา ตัวแทนประชาชนที่ได้รับความเสียหายเผยว่า รู้สึกดีใจที่ศาลมองเห็นความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก แม้ว่าจำนวนเงินค่าเยียวยาจะยังไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบมานานกว่า 10 ปี หลังจากนี้ยังคงต้องติดตามการดำเนินการของบริษัทอย่างใกล้ชิด หวังว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ดีขึ้นกว่าเดิมด้านนายสมชาย อามีน ทนายความโจทย์ เผยว่า การฟ้องร้องศาลแพ่งในครั้งนี้ เป็นการฟ้องร้องแบบกลุ่ม มีสมาชิกที่ฟ้องร้องจำนวน 382 คน แต่ในคำตัดสินวันนี้ศาลแพ่งยังกำหนดให้ผู้อยู่อาศัยใน พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบที่ไม่ได้อยู่ในสมาชิกที่ยื่นฟ้องร้อง สามารถนำเอกสารใบรับรองแพทย์ หรือหลักฐานยื่นเรียกร้องค่าเสียหายต่อกรมบังคับคดีได้ด้วย กรมบังคับคดีจะจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบผู้ได้รับผลกระทบคัดกรองเพื่อช่วยเหลือเยียวยา หลังจากนี้ทีมงานทนายจะต้องเดินหน้าเรียกร้องให้บริษัทชดใช้ค่าเสียหาย และเชื่อว่าทางบริษัทผู้ประกอบการจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งด้วยเช่นกันอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่