พรรคสีเทา...หากต้องเป็นฝ่ายค้านคงโทษใครไม่ได้หรอก นอกจากโทษตัวเอง แม้แต่พรรคการเมืองด้วยกันเองยังไม่เอานับประสาอะไร ถ้าถามความเห็นของประชาชนก็คงไม่ต่างกัน นี่เป็นเรื่องของจริยธรรมที่ใช้เป็นมาตรการทางการเมืองเพื่อควบคุมนักการเมืองที่มีปูมประวัติในทางที่ไม่ดีต่อให้มีเสียงสนับสนุนแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ไม่สามารถฟอกขาวให้ได้พลิกแฟ้มเก่าๆ ก็คงเห็นภาพยังมีภาพใหม่ที่เกี่ยวข้องสแกมเมอร์อีก“เบน สมิท” เป็นอีกคำตอบหนึ่ง!ที่ตอกย้ำถึงพฤติกรรมที่ชวนให้น่าสงสัยจึงถูกมองไปในแง่ที่ไม่ดีนักพูดง่ายๆว่าสังคมไม่ไว้วางใจที่จะให้บริหารประเทศการที่ “ภูมิใจไทย” มีมาตรการไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยึดกระทรวง การไม่เสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นคำตอบเดียวกัน!ง่ายๆมองเข้าไปในพรรคก็พอจะมองเห็นแล้วว่าอะไร เป็นอะไร “นาย” เป็นอย่างไร “ลูกน้อง” ก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก“ภูมิใจไทย” ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว แต่เมื่อมาถึงแล้วจะรักษาเอาไว้อย่างไร นี่สิเป็นเรื่องที่ต้องคิดและลงมือทำลำพังแค่เรื่องเขากระโดง ฮั้ว สว.ที่ยังค้างคาอยู่นั้นก็หนักอยู่แล้วหากพ่วง “สีเทา” เข้าไปอีกชุดใหญ่ก็คงดูไม่จืดจึงมีความจำเป็นที่จะต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลมคือหาวิธีที่ทำอย่างไรเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไหวตัวหรือหยามกันมากตัดไมตรีกันด้วยการบอกกล่าวคงไม่ดีแต่ทำอย่างรู้สึกเองว่าอีกฝ่ายไม่เอาด้วยการกดดันเรื่องนั้นเรื่องนี้โดยเฉพาะการไม่เสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี“ธรรมนัส พรหมเผ่า” คงรู้ตัวของตัวเองดีจนต้องถอยไปเองเพราะรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกโดดเดี่ยวทิ้งไว้ข้างทางที่สำคัญยังได้รับคำชมจากบรรดากองเชียร์และประชาชน โดยทั่วไปที่เห็นว่าการไม่เอา “กล้าธรรม” ร่วมรัฐบาลเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องรัฐบาลก็สดใสขึ้นมาทันที!แม้ด้านหนึ่งพอจะรู้ว่า “ธรรมนัส” นั้นมีอาวุธรอบตัวแต่ถ้าไปเป็นฝ่ายค้านไม่มีอำนาจรัฐ ไม่มีพลังสนับสนุนก็คงได้แต่เก่งแต่ปากเท่านั้นไม่สามารถทำอะไรรัฐบาลได้ยิ่งฝ่ายค้านอย่าง “ประชาชน” -“ประชาธิปัตย์” แม้จะเป็นฝ่ายค้านด้วยกันแต่หากทำอะไรที่ไม่ถูกต้องชอบมาพากลก็คงไม่มีใครเอาด้วยที่น่าจับตาก็คือ หาก “กล้าธรรม” เป็นฝ่ายค้านจริงๆสส. 58 คนนั้นจะล่มหัวจมท้ายกันไปได้นานแค่ไหน“งูเห่า” คงเลื้อยเพ่นพ่านแน่!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม