หลังจากที่ สภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ขยายตัวร้อยละ 2.5 ทำให้ จีดีพี ทั้งปี 2568 โตร้อยละ 2.4 จากที่เคยประเมินกันว่าจะโตแค่ร้อยละ 2 เพิ่มมาอีกร้อยละ 0.4 ก็ยังดีในด้านของความรู้สึก แต่ถ้ามาดูในรายละเอียดของการเติบโตแล้ว ล้วนแต่เป็นการเติบโตจาก เม็ดเงินลงทุน ที่สูงขึ้นถึงร้อยละ 8.1 และในจำนวนนี้ เป็นเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐ ถึงร้อยละ 13.3 ซึ่งรวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐผ่านโครงการต่างๆด้วยนำไปสู่การนำมาเปรียบเทียบตามความเห็นของสำนักเศรษฐกิจและสื่อต่างชาติที่มองว่าไทย เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย หรือ ขี้โรคแห่งเอเชีย ซึ่งเป็นการประเมินจากการนำการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไปเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่า ไทยยังไม่หายป่วยในระยะเวลาอันสั้นนี้ อาการอยู่ในระหว่างทรงกับทรุด ก้ำกึ่งระหว่างอาการทำท่าจะดีขึ้น แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะแย่ลงได้ และการที่ จีดีพี ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ดีขึ้นไม่ได้แปลว่า เราหายป่วย ถ้าร่างกายยังไม่แข็งแรง ก็กลับมาป่วยได้อีกเพราะดูจากเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ทำงานอยู่ในขณะนี้ ไม่มีความสมดุล อาทิ การส่งออกเพิ่มขึ้น การผลิตลดลง กำลังซื้อลดลงต่อเนื่อง การท่องเที่ยวดีขึ้นแต่ยังต่ำกว่าเป้า หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเฝ้าระวัง เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมีขึ้นมีลง แม้จะเพิ่มขึ้นแต่ประเทศในภูมิภาคเดียวกันนี้เพิ่มมากกว่า เป็นต้นคำถามก็คือ เราฟื้นจาก วิกฤติโควิด–19 หรือยัง โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ มีการปรับตัวขึ้นหรือยัง งบดุลทางการเงินการคลัง ของประเทศ ที่ยังต้องจัดสรรงบประมาณ แบบขาดดุล อย่างต่อเนื่อง ทุกปี ธุรกิจโรงแรม การบริการ กับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หลังเกิดการระบาดโควิด-19 และ สภาพของเศรษฐกิจโลก ที่อยู่ในสภาวะการแข่งขันสูง ต้องใช้วิธีการระเบิดเศรษฐกิจจากภายในสู่ภายนอก ความได้เปรียบเสียเปรียบของจำนวนประชากรต่อการบริโภคและการผลิต โครงสร้างของประชากรที่ไม่สมดุล สังคมผู้สูงอายุที่จะส่งผลถึงประชากรวัยทำงาน ซึ่ง ยูเอ็น วิเคราะห์ว่า แนวโน้มประชากรของประเทศไทย ถึงจุดสูงสุดเมื่อปี 2565 จำนวน 71.75 ล้านคน ปี 2567 ลดเหลือ 71.68 ล้านคน ปี 2597 อีก 30 ปีข้างหน้า ไทยจะเหลือประชากร เพียง 64.93 ล้านคน ก่อนจะลดลงที่ 45.72 ล้านคน ในอีก 74 ปีข้างหน้า ขณะที่ เวียดนาม คาดว่าจะมีจำนวนประชากรสูงสุดที่ 110 ล้านคน ในปี 2593 ฟิลิปปินส์ จะมีจำนวนประชากร 135.18 ล้านคน ในปี 2600 รวมถึงคุณภาพของประชากรด้วยและมาถึงโจทย์ใหญ่ ปัญหาการเมือง รัฐบาลไทยไม่เคยอยู่ครบ 4 ปี จากการขาดเสถียรภาพ หรือแม้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จะมีเสถียรภาพ แต่ถ้าไม่มีการปฏิรูป ก็ยังจะเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย อยู่วันยังค่ำ จริงมะ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม