ลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” วันที่ 2 เริ่มชะลอตัวหลังจากวันแรกลงทะเบียนทะลัก 24.43 ล้านคน ตรวจสอบคุณสมบัติผ่าน 18.32 ล้านคน คุณสมบัติไม่ผ่านกว่า 4.1 แสนคน ส่วนวันที่สองยอดลงทะเบียนรับสิทธิเพิ่มขึ้นมาไม่ถึง 5 แสนคน “ปลัดคลัง” ย้ำไม่ขยายเวลาลงทะเบียนแล้ว พร้อมเดินหน้ากู้เงิน งวดแรก 35,000 ล้านบาท รองรับการใช้จ่าย 1 มิ.ย.นี้ ย้ำไม่ต้องเติมเงินเต็มจำนวน ต้องการใช้เท่าใด เติมเท่านั้น โดยรัฐจะสนับสนุนการใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท ด้าน “อนุทิน”วอนขอประชาชนช่วยกันจับจ่ายใช้สอยทุกเดือน มั่นใจวงเงิน 200,000 ล้านบาท จะเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในประเทศคนไทยยังสาละวนกับการลงทะเบียนรับสิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตลอดวันที่ 26 พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่สองของการเปิดลงทะเบียน ที่ระบบเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. และกระทรวงการคลังเปิดให้ลงทะเบียนไปจนถึงวันที่ 29 พ.ค. หรือจนกว่าจะลงทะเบียนเต็มจำนวน 30 ล้านคน หรือ 30 ล้านสิทธิ ซึ่งในวันที่สองนี้คงเหลือ 5.57 ล้านสิทธินายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยอดการลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส วันที่ 2 ที่ดูชะลอตัวลงหรือช้ากว่าวันแรกนั้น เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังได้คาดการณ์ไว้ เนื่องจากประชาชนกลุ่มใหญ่ที่มีความต้องการและมีความพร้อม ได้ทยอยเข้าระบบและลงทะเบียนสำเร็จไปเป็นจำนวนมากตั้งแต่วันแรก ส่วนสิทธิที่เหลือหลังจากนี้จะค่อยๆมีผู้เข้าร่วมทยอยลงทะเบียนเข้ามาเรื่อยๆ ตามความต้องการที่แท้จริงนายลวรณกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังขอยืนยันว่าจะไม่มีการขยายเวลาการลงทะเบียนออกไปอีก เนื่องจากระยะเวลา 5 วันที่กำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 25-29 พ.ค.2569 เพียงพอแล้วสำหรับระบบการตรวจสอบสิทธิหลังจากกดเข้าร่วมโครงการ จะใช้เวลาประมาณ 3 วัน ผู้ที่เข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาข้อมูลและลงทะเบียนในช่วงท้ายๆก็จะยังคงได้รับสิทธิตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน“ระยะเวลาการเปิดลงทะเบียนที่กำหนดไว้ทั้งหมด 5 วัน ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและคำนวณมาอย่างดี เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มประชาชนที่ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับแอปพลิเคชัน เช่น การยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ การเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือใหม่ หรือกลุ่มที่เคยลบแอปพลิเคชันไปแล้วต้องการติดตั้งใหม่ ได้มีเวลาเดินทางไปติดต่อแก้ไขข้อมูลที่สาขาของธนาคารกรุงไทย ซึ่งเมื่อแก้ไขสิทธิเรียบร้อยแล้วก็ยังสามารถกลับมาลงทะเบียนได้ทัน ท่วงทีภายในกรอบเวลาดังกล่าวอย่างแน่นอน” ปลัดกระทรวงการคลังกล่าว พร้อมยืนยันว่า การออกแบบโครงการไทยช่วยไทยพลัสในครั้งนี้มีความแตกต่างจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีต เนื่องจากมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนเป็นรายเดือน จึงไม่มีเงื่อนไขบังคับว่าจะต้องใช้จ่ายเงินภายใน 7 วัน หรือ 14 วันเหมือนแต่ก่อน ประชาชนสามารถทยอยใช้จ่ายวงเงิน 1,000 บาทได้ตามความจำเป็นในแต่ละเดือน เพื่อให้เม็ดเงินช่วยเหลือนี้ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างตรงจุดที่สุดนายลวรณกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้วางแผนที่จะดำเนินการกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสแล้ว โดยจะทยอยกู้ตามความต้องการใช้เงินภายในระยะเวลา 4 เดือน ส่วนวงเงินการกู้นั้น จะขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เงิน จะดูจากการใช้จ่ายในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะเริ่มในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ ทั้งนี้ ประเมินอัตราดอกเบี้ยในการกู้เงินครั้งนี้จะอยู่ในระดับไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ด้าน นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการ สบน. กล่าวว่า สบน.จะกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส งวดแรก 35,000 ล้านบาท โดยออกเป็นตั๋วพีเอ็นอายุ 4 ปี จะเริ่มเปิดประมูลในเร็วๆนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 1.2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ทั้งนี้ สบน.จะทยอยกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง โดยบางส่วนอาจจะกู้ผ่านเทอม โลน (Term Loan) ระยะเวลาสั้นๆขณะที่ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันที่ 1 มิ.ย. 2569 เป็นวันแรกของการเริ่มใช้จ่ายภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 กระทรวงการคลังจะโอนเงินให้กับผู้ได้รับสิทธิ 1,000 บาท เมื่อประชาชนได้รับเงินแล้ว สามารถนำไปใช้จ่ายได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเติมเงินครั้งเดียว 667 บาท โดยสามารถเติมเงินตามความต้องการใช้เงินแต่ละวันทั้งนี้ รัฐจะสนับสนุนการใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท หากประชาชนต้องการใช้จ่ายเท่าใด ก็สามารถเติมเงินไว้เท่านั้น หากต้องการใช้ทั้งหมด 200 บาท ประชาชนต้องเติมเงิน 134 บาทต่อวัน เมื่อรวมกันแล้วจะทำให้ประชาชนมีเงินใช้จ่ายในแต่ละวัน 334 บาท และต้องใช้จ่ายให้หมด 1,000 บาท ภายใน 1 เดือน เนื่องจากเงินดังกล่าวไม่สามารถนำไปสมทบในเดือนถัดไปได้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส วันแรก จำนวน 24.43 ล้านคนนั้น ตรวจคุณสมบัติผ่านได้รับสิทธิ 18.32 ล้านคน รอตรวจคุณสมบัติ 5.70 ล้านคน ไม่ผ่านคุณสมบัติ 411,650 คน เนื่องจากเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งรัฐจะเติมเงินให้เดือนละ 700 บาท จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน โดยจำนวนการลงทะเบียนสำเร็จครั้งนี้ แบ่งเป็นเพศหญิง 10.8 ล้านคน และเพศชาย 7.5 ล้านคน ส่วนกลุ่มอายุการลงทะเบียนช่วงอายุ 31-45 ปี จำนวน 6.4 ล้านคน หรือ 35 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นช่วงอายุ 46-60 ปี 5.3 ล้านคน หรือ 29 เปอร์เซ็นต์ ช่วงอายุ 21-30 ปี 3.3 ล้านคน หรือ 18 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป 2.6 ล้านคน หรือ 14 เปอร์เซ็นต์ และช่วงอายุ 18-20 ปี จำนวน 800,000 คน หรือ 4 เปอร์เซ็นต์ต่อมาเมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 26 พ.ค. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ขณะนี้เหลือสิทธิอีกประมาณ 5,300,000 สิทธิ ว่ารัฐบาลให้สิทธิทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ วันแรกมีประชาชนไปขอรับสิทธิ ยืนยันสิทธิถึง 25 ล้านคน ถือว่าประชาชนตอบสนองต่อโครงการที่รัฐบาลตั้งใจผลักดัน เพื่อกระตุ้นให้มีการใช้จ่าย ลดภาระค่าครองชีพประชาชน ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญสภาวะการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โครงการไทยช่วยไทยพลัส ไม่ใช่คนละครึ่ง แต่เป็น 60/40 น่าจะทำให้กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ลดต้นทุนของประชาชน เสริมสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ช่วงเวลาของโครงการก็ขยายเป็น 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาทนายอนุทินกล่าวอีกว่า ขอวิงวอน แนะนำให้ประชาชนใช้ทุกเดือน เพราะรัฐบาลให้สิทธิถึง 30 ล้านคน หากไม่ใช้แล้วสะสมไม่ได้ จึงต้องฝากให้ช่วยกันจับจ่ายใช้สอย พี่น้องใช้ รัฐบาลสมทบ แน่นอนว่าด้วยวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท ที่จะเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ตนได้รับฟีดแบ็กที่ฟังแล้วว่าหากมีเวลา มีโอกาส จะต้องทำต่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือผู้ประกอบการ แม่ค้าที่ขายปลีก บอกว่าขายได้เยอะขึ้น บางคนได้ 5 เท่า 10 เท่า หมายถึงจุดที่เกินจุดคุ้มทุน ที่เหลือคือกำไรของเขา ตรงนี้อยากขอให้ประชาชนทุกคนช่วยกัน ถึงเรียกว่าไทยช่วยไทย พี่น้องช่วยใช้จ่าย 40 เปอร์เซ็นต์ รัฐออก 60 เปอร์เซ็นต์ แต่คนที่ได้ คือคนที่เราไปซื้อของเขา เขาก็ไปซื้อต่อ ต่างคนต่างช่วยกัน ประเทศไทยก็จะมีฐานการเงินที่มั่นคงขึ้นจากนั้นผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ธนาคารกรุงไทยสาขาต่างๆทั่วประเทศ ตลอดช่วงวันยังมี ประชาชนมารอบริเวณหน้าธนาคารเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยยืนยันตัวตนในแอป เป๋าตัง และลงทะเบียนรับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส ส่วนใหญ่ที่มายังคงเป็นกลุ่มผู้สูงวัยที่ไม่เคยได้รับสิทธิและกลุ่มผู้รับสิทธิรายเดิมที่ประสบปัญหา อาทิ เปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือ หรือเปลี่ยนซิมการ์ดใหม่ ลืมรหัสเข้าแอป ทำให้ไม่สามารถเปิดใช้แอปเป๋าตัง ได้ เช่น ที่ธนาคารกรุงไทย สาขากำแพงเพชร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร ประชาชนมารวมตัวและยืนต่อแถวยาวเหยียดบริเวณหน้าธนาคาร เพื่อรอคิวพบเจ้าหน้าที่ จากการสอบถามส่วนใหญ่ที่เข้าคิวต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่า มีความตั้งใจและคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้ แม้แถวจะยาวและคนหนาแน่น แต่ส่วนใหญ่ยังคงปักหลักรอด้วยความหวังเช่นเดียวกับที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหาดใหญ่ ประชาชนนับร้อยคนทั้งในเขตเมืองหาดใหญ่และจากพื้นที่รอบนอกมารอลงทะเบียน ถึงขั้นต้องวางรองเท้า หมวกกันน็อก ร่ม ขวดน้ำ ปากกา ยาดม เก้าอี้ กิ่งไม้ จองคิวกันหน้าธนาคาร โดยคนแรกที่นำรองเท้าคู่แรกมาวางตรงหัวบันไดธนาคาร มาตั้งแต่ตี 4 ส่วนคนที่สอง นำแกลลอนน้ำมาวางต่อด้วยคนที่สาม นำร่มมาวางตั้งแต่ 6 โมงเช้า ขณะที่บางคน เดินทางมาจากต่างอำเภอ เช่น อ.คลองหอยโข่งไม่ต่างจากที่ธนาคารกรุงไทย สาขาปราจีนบุรี อ.เมือง ปราจีนบุรี ยังคงมีประชาชนจำนวนมากมารอคิวเพื่อให้เจ้าหน้าที่ธนาคารลงทะเบียนในโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะช่วงสแกนใบหน้าที่ผู้สูงวัยไม่สามารถทำได้ทันในช่วงเวลาที่กำหนดกระทั่งเวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานยอดการลงทะเบียนใหม่ โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพิ่มขึ้นมาอีก 380,000 ราย ทำให้มียอดรวมทั้งหมด 24.81 ล้านสิทธิ จำนวนสิทธิคงเหลือ 5.19 ล้านสิทธิ จาก 30 ล้านสิทธิอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่