การทำประชาพิจารณ์ปรับโครงสร้างค่าไฟบ้านอยู่อาศัยของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่เปิดรับฟังความเห็นในขณะนี้จนถึงวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งจะประกาศใช้ในรอบบิลเดือน ก.ค.เป็นต้นไป กำลังส่งสัญญาณว่าวิธีจัดเก็บเงินในบิลค่าไฟจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ครั้งนี้ไม่ใช่การขยับราคาตามรอบค่าไฟผันแปร (ค่าเอฟที) แต่เป็นการรื้อตะกร้าค่าไฟฐานที่จะส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ไฟของคนไทยในระยะยาวหัวใจสำคัญของการปรับสูตรค่าไฟใหม่นี้คือ การลดภาระให้กลุ่มคนฐานรากที่ใช้ไฟน้อยกว่า 200 หน่วย จะคิดค่าไฟแค่ 3 บาทต่อหน่วย ต่ำกว่าราคาปัจจุบันที่จ่ายอยู่ในช่วง 3.2484 ถึง 4.2218 บาท ทำให้จ่ายค่าไฟถูกลง และคนที่ใช้ไฟทุกกลุ่มก็ยังได้อานิสงส์จากอัตราค่าไฟ 0-200 หน่วยแรกราคาถูกลงด้วยเช่นกัน(กลุ่มคนที่ใช้ไฟตั้งแต่ 0-200 หน่วย มี 67% หรือ 15.8 ล้านราย กลุ่มใช้ไฟ 201-400 หน่วย มี 19% หรือ 4.3 ล้านราย กลุ่มที่ใช้ไฟ 401-500 หน่วย มี 5% ประมาณ 1.2 ล้านราย และกลุ่มที่ใช้ไฟ 500 หน่วยขึ้นไปมี 9% ราว 2 ล้านราย)เมื่อมีคนได้ประโยชน์ ก็ต้องมีคนแบกรับภาระส่วนต่างในระบบ เงินที่หายไปจากการกดราคาค่าไฟ 200 หน่วยแรก ถูกโยนไปให้กลุ่มบ้านที่ใช้ไฟเกินกว่านั้นเป็นผู้ร่วมเฉลี่ยทุกข์สุข จึงเป็นที่มาของ 4 แนวทางที่ กกพ.นำมาถามความคิดเห็นจากประชาชนว่าจะเลือกเฉลี่ยความเดือดร้อนกันอย่างไรแนวทางที่ 1 เป็นสูตรที่เลือกอุ้มคนส่วนใหญ่แบบเต็มที่ บ้านที่ใช้ไฟไม่เกิน 400 หน่วยจะได้ประโยชน์ จ่ายถูกลง เพราะช่วง 201-400 หน่วยยังถูกตรึงไว้ที่ 4.2218 บาทเท่าเดิม ส่วนบ้านที่ใช้ไฟทะลุ 401 หน่วย ค่าไฟจะกระโดดพุ่งพรวดไปถึง 5.4451 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบันคิดที่ 4.4217 บาทต่อหน่วยแนวทางที่ 2 มีวิธีคิดที่คล้ายกันคือตรึงช่วง 201-400 หน่วยไว้ที่ 4.2218 บาท เพื่อให้คนใช้ไฟไม่เกิน 400 หน่วยได้ประโยชน์เช่นเดิม แต่มีการซอยอัตราช่วงปลายเพิ่มขึ้น โดยช่วง 401–500 หน่วยอยู่ที่ 5.4052 บาท และหากใช้ไฟดุเดือดทะลุ 501 หน่วยขึ้นไป จะโดนเก็บแพงที่สุดถึง 5.4574 บาทต่อหน่วยแนวทางที่ 3 กกพ.เริ่มใช้วิธีเฉลี่ยความเดือดร้อน ให้กลุ่มใช้ไฟปานกลางช่วง 201–400 หน่วย แบกรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.7646 บาท ต่อหน่วย เพื่อช่วยแบ่งเบากลุ่มที่ใช้ไฟเยอะ ทำให้บ้านที่ใช้ไฟตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป ถูกคิดค่าไฟที่ 4.9645 บาทต่อหน่วยส่วนแนวทางที่ 4 ใช้หลักคิดเดียวกับแนวทางที่ 3 กระจายภาระให้กลุ่มปานกลางช่วยจ่าย แต่ใช้สูตรช่วง 201–400 หน่วย แบกรับแค่ 4.7135 บาท ทำให้ช่วงตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป ต้องจ่ายที่ราคา 5.0098 บาทต่อหน่วยพิเคราะห์ดูแล้วแนวทางที่ 1 และ 2 ตอบโจทย์คนชั้นกลางและครอบครัวขนาดเล็กได้ดีที่สุด เพราะได้รับอานิสงส์ค่าไฟลดลงในช่วง 200 หน่วยแรก และไม่โดนขยับราคาเพิ่มในขั้นถัดไป ต่างจากแนวทางที่ 3 และ 4 ที่ดึงเอาคนใช้ไฟเกิน 200 หน่วยมาร่วมรับภาระเพิ่มขึ้นประมาณ 50 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งกระทบต่อครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่รวมกันหลายคน และกลุ่มคนที่หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องชาร์จไฟที่บ้านไม่ว่าผลสรุปประชาพิจารณ์รอบนี้จะเลือกทางเดินไหน สิ่งที่ต้องยอมรับร่วมกันคือ ยุคพลังงานราคาถูกจบลงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามการสู้รบและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังยืดเยื้อไม่สิ้นสุด นอกจากนี้กำแพงค่าไฟที่ระดับราคา 4.7 บาท หรือทะลุไปถึง 5.4 บาทต่อหน่วยสำหรับกลุ่มที่ใช้ไฟเยอะ จะปรากฏในสูตรค่าไฟใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในมุมมองของการบริหารค่าใช้จ่ายในบ้าน โครงสร้างค่าไฟใหม่จะเป็นตัวเร่งให้ ตลาดโซลาร์รูฟท็อป เติบโตอย่างรวดเร็ว การติด โซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟใช้เองในช่วงกลางวันจะไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อรักษ์โลกอีกต่อไป แต่จะเป็นทางรอดในการตัดยอดการใช้ไฟฟ้าในขั้นบันไดที่แพงที่สุดออกไปลองพิจารณากันดูนะครับว่าจะเป็นผู้บริโภคที่ตั้งรับและนั่งบ่นกับตัวเลขบิลค่าไฟทุกเดือน หรือจะติดโซลาร์เซลล์เพื่อควบคุมต้นทุน และรอกำไรระยะยาว.ลมกรดคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม