เช้าวันนี้ นายกฯแพทองธาร ชินวัตร มีกำหนดการไปให้การศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ต่าง “คดีคลิปเสียงฉาวฮุน เซน” ที่ 36 สว.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายกฯหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้สั่งแล้ว และขอให้ศาลสั่งให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ คุณแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงศาลรัฐธรรมนูญได้นัดฟังคำวินิจฉัยในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ก่อนหน้านี้ นายกฯแพทองธาร ได้ยื่นคำชี้แจงเป็นเอกสารต่อศาลแล้ว วันนี้จะไปให้การในฐานะพยาน โดยมี นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ 1 ในพยาน 5 ปากที่นายกฯขอให้ไปเป็นพยาน แต่ศาลนัดเพียงปากเดียว คำชี้แจงของนายกฯแพทองธารก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา ได้นำมาเผยแพร่วันก่อน มีประเด็นที่น่าสนใจคือ คีย์เวิร์ดสำคัญที่เป็นปัญหาในคดีนี้ เช่น ถ้อยคำว่า “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้”ถ้อยคำนี้ นายกฯแพทองธาร ชี้แจงว่า มีเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาเสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน ซึ่งเป็น หลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ (Principled Negotiation) โดยการใช้เทคนิคสำคัญคือ การตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง (Interest-Based) ในลักษณะไม่โจมตีจุดยืนของคู่เจรจา แต่มุ่งทำความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้น ฟังแล้วก็ทึ่ง นึกไม่ถึงว่า นายกฯแพทองธารจะมีความเชี่ยวชาญการใช้เทคนิคเจรจาขั้นสูงเช่นนี้ สามารถรับมือกับ ฮุน เซน ที่ใช้วิธีจู่โจมโทร.เข้าโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของนายกฯได้อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องแม่ทัพภาคที่ 2 นายกฯแพทองธาร ชี้แจงว่า ถ้อยคำที่กล่าวถึง แม่ทัพภาคที่ 2 (พลโท บุญสิน พาดกลาง) ว่า “เป็นฝั่งตรงข้าม” นั้น เนื่องมาจากความไม่พอใจของ สมเด็จฮุน เซน ที่มีต่อแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นการเฉพาะเจาะจง ตนเองจึงจำต้องใช้เทคนิคการเจรจาที่แบ่งแยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตำหนิติเตียนในทางลบหรือแสดงให้เห็นว่า แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลแต่อย่างใด หากแต่เป็นการดำเนินนโยบายโดยอาศัยหลักทางการทูต เพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศและป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลามก็ไม่รู้ นายกฯแพทองธาร เรียนเทคนิคการเจรจามาจากไหน จึงเชี่ยวชาญมากนายกฯแพทองธาร ยังระบุด้วยว่า พฤติการณ์ตลอดบทสนทนาดังกล่าว (ในคลิป) อยู่ในกรอบแนวนโยบายการต่างประเทศ ซึ่งดำเนินการโดยสันติวิธีตามหลักสากล หาใช่ดำเนินการในเชิงลับ หรือมีเจตนาบ่อนทำลายผลประโยชน์ของรัฐไม่ นอกจากนี้ ผู้ร่วมสนทนา คือ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งไม่มีสถานะตามกฎหมายภายในประเทศของตน หรือภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่จะสามารถกระทำการอันก่อให้เกิดผลผูกพันทางนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้คำชี้แจงของนายกฯที่ยกมานี้ ล้วนเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก แต่ การเจรจากับสมเด็จฮุน เซน ที่นายกฯบอกว่า เป็นประธานวุฒิสภาไม่มีสถานะทางกฎหมายให้เกิดผลผูกพันนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้ คนก็สงสัยว่า แล้วนายกฯไปเจรจากับสมเด็จฮุน เซนในเรื่องสำคัญระหว่างรัฐทำไม ทำไมไม่เจรจากับ นายกฯฮุน มาเนต ขณะเดียวกัน ฮุน เซน เองกลับโพสต์ภาพตัวเองโชว์ให้โลกเห็นว่าเขามีอำนาจในกัมพูชา เขากำลังบัญชาการรบกับไทยอยู่ไม่มีใครรู้ 29 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยออกมาอย่างไร ถ้านายกฯรอดประเทศไทยจะไปยังไงต่อ เมื่อคนไทยไม่เชื่อมั่นในตัวนายกฯและรัฐบาล ถ้านายกฯไม่รอด พรรคเพื่อไทยจะส่ง คุณชัยเกษม นิติสิริ ขึ้นเป็นนายกฯต่อเป็นคนที่ 3 คงจะไม่ง่ายเหมือนเดิม ยิ่งดันทุรัง เศรษฐกิจก็ยิ่งพัง ประเทศไทยก็พัง ดาราตลก เซเลนสกีแห่งยูเครน แสดงให้ดูเป็นตัวอย่างมาแล้ว.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม