การเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ สำหรับประเทศไทย ยังเป็นความหวังลมๆแล้งๆ ล่าสุด ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ เดินทางไปสหรัฐฯ เข้าพบกับ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อจบดีลภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ ก่อนเส้นตายวันที่ 1 ส.ค.นี้ ต้องเข้าใจว่า ภาษีทรัมป์ ก็คือภาษี ทรัมป์ เพราะฉะนั้นการเจรจาจะสะเด็ดน้ำได้ ผู้นำก็ต้องมีโอกาสได้พบกับ ทรัมป์ สักครั้ง ส่วนบ้านเรา ที่ทั้งผู้นำ และอดีตผู้นำ ติดกับดักการเมือง ขยับเขยื้อนอะไรไม่ได้ วิบากกรรมกับประเทศไทยและคนไทยที่จะตามมา จึงเป็นเรื่องที่ช่วยอะไรไม่ได้ทั้งนั้นรัฐบาลทรัมป์ ผ่านกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act เป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคง และระบบตรวจคนเข้าเมือง ที่จะกระทบกับการเดินทางเข้าสหรัฐฯโดยตรง เช่นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ Visa Integrity Fee หรือค่าธรรมเนียมตรวจสอบความน่าเชื่อถือวีซ่า สำหรับผู้ที่ยื่นขอวีซ่าชั่วคราวทุกประเภท จะเริ่มต้นที่ 250 ดอลลาร์ หรือประมาณ 8 พันบาท บวกจากค่าธรรมเนียมปกติ เช่นปัจจุบันค่าธรรมเนียมวีซ่าท่องเที่ยวทั่วไปที่ 185 ดอลลาร์ ก็จะบวกไปอีก 250 ดอลลาร์ โดยไม่มีข้อยกเว้น และจะปรับเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อ คาดว่า จะทำให้สหรัฐฯมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 2.89 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2025-2034ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ผยง ศรีวณิช คาดการณ์ว่า ความผันผวนจากภาษีทรัมป์ สร้างแรงกดดันและความไม่แน่นอนให้กับระบบเศรษฐกิจประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าไทยถูกเก็บภาษีที่ 36% จะกระทบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยไปอีก 5 ปีเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.3 ล้านล้านบาท จะไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศ ผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ติดลบ เศรษฐกิจนอกระบบที่สูงถึง 48% สูงที่สุดในโลก บวกกับการพึ่งพาแรงงานนอกระบบอีก 51% ทำให้ฐานภาษีของผู้เสียภาษีในระบบมีแค่ 4 ล้านคน จากประชากรกว่า 68 ล้านคน ที่ใช้ระบบสวัสดิการจากภาครัฐ ผลลัพธ์คงไม่ต้องอธิบายให้เมื่อยตุ้ม เอาแค่ระบบการรักษาพยาบาลอย่างเดียวก็เตรียมจอดป้ายที่สำคัญปัญหาใหญ่คือ 34% ของครัวเรือน พึ่งพาหนี้นอกระบบในการดำรงชีวิต ยังไม่รวมปัญหาโครงสร้างด้านการศึกษา ด้านสุขภาพอนามัย ด้านสิ่งแวดล้อม ทางออกคือการปลดแอกจากกับดักรายได้ปานกลางและการเผชิญกับวิกฤติซ้อนวิกฤติเป็นดินพอกหางหมูเดินหน้ากระตุ้นเอสเอ็มอีในประเทศ ให้ธุรกิจพึ่งพาตัวเองได้ และปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศใหม่ โดยเฉพาะค่านิยมของคนไทย และที่จะต้องปรับทัศนคติกันใหม่ คือการปฏิรูปการเมืองไทย เฉพาะเจาะจงไปที่ทัศนคติทางการเมืองของพรรคการเมือง นักการเมืองและประชาชน รู้จักเรียงลำดับความสำคัญของปัญหา ไม่ใช่พยายามจะหลีกเลี่ยงปัญหา เอาไปซุกไว้ใต้พรม ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ ภายใต้เกมชิงอำนาจวิกฤติโลกล้อมประเทศอยู่บนเส้นยาแดงผ่าแปด ยังไม่มีสำนึก และความรับผิดชอบ.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม